วันเสาร์, พฤษภาคม 9, 2009

เยือนสังขละ unseen สะพานมอญ ท่องเมืองบาดาล ชมพระอาทิตย์ตก

วันกรรมกร หรือเรียกให้ไพเราะว่าวันแรงงาน ปีนี้โค ตะ ระ โชคดีที่เราได้หยุดติดต่อกัน 3 วัน ส่วนเจ้าฮ้อนก็หยุดเหมือนกัน ดังนั้น กระสันอยากจะเที่ยวมานาน แล้ว หลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ ออกไปเที่ยว ออกไปช่วยชาติ เลย (เดี๋ยวพี่เบิร์ดเค้าจะว่าเอา) หยิบโปรแกรมอันเก่าออกมา คือสังขละบุรี ตั้งใจจะไปตั้งนานแล้ว อยากไปเดินสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซะหน่อย จึงชวนหนุ่ยป๊อด แต่หนุ่ยป๊อดต้องขอตัว เพราะว่าติดภาระกิจ อันสำคัญ จึงไปด้วยไม่ได้ งานนี้จึงไปกัน 2 คน เอาว๊ะ 2 คนก็สองคน สบายดี จึงเตรียมซื้อขาวของเรียบร้อย และเก็บข้อมูลจาก internet มาพอสมควร และได้โทรจองแพมิตรสัมพันธ์ เรียบร้อย ก่อนเดินทาง 3-4 วันมั๊ง เล่น net กับติ๊กเข็ด จึงทราบว่า ติ๊กเข็ดก็เปลี่ยนมาหยุด 3 วันเท่ากัน จึงถามว่าไปไหน ติ๊กเข็ดบอกว่าจะไปไหว้พระกับพี่เตี้ย เราก็บอกว่าเราไปสะพานมอญ จะไปเซอร์เวย์ ทางมาให้ ถ้าดีเดี๋ยวจะพาไป และได้ทราบอีกวันว่าติ๊กเข็ดไม่ได้ไปไหว้พระแล้ว เนื่องจากพี่เตี้ยไปไม่ได้ (ไม่รู้ใครตาย) เราจึงลองชวนไปเที่ยวสะพานมอญกันไหม ติ๊กเข็ดจึงลองชวนฮานอย แต่ฮานอยบอกว่าหยุดไม่ได้ งานเยอะ เราจึงให้ชวนพี่ไพ่ผ่อง แต่พี่ผ่องหยุด แค่วันเดียว แต่ถามว่าไปไหน (ติ๊กบอกเหมือนอยากจะไป แถมจะมาคุยรายละเอียดที่บ้านตอนกลางคืนอีก) พออีกวันติ๊กก็บอกว่าไปไม่ได้ จะไปทำบุญที่วัดอัมพวันมั๊ง ไปกันเถอะ 2 คน แต่ถ้าจะให้ช่วยหารค่าใช้จ่ายก็จะไปกับเรา แต่เราก็บอกว่าไม่เป็นไรค่าใช้จ่ายไม่น่าจะเกินสูงหรอกเราออกคนเดียวได้ แต่ถ้าแกไปก็คนละ 1 พันบาทไม่เกินนี้ (แต่ก็แย๊บ ๆ มันไปอีก ว่าไปนี่ก็ได้ทำบุญเหมือนกันเพราะก็ไปวัดแถมได้ทำบุญใส่บาตรด้วย 555 ไม่คิดว่าจะได้ผล) ตอนสาย ๆ ติ๊กเข็ด โทรมาบอกว่าไปด้วย เราจึงรีบโทรไปจองแพที่พักอีก 1 ห้อง และแล้วก็สำเร็จ มีคนไปช่วยหารค่าใช้จ่ายจนได้ 555 เหมือนนักมวยแหละที่ค่อย ๆ แย๊บ ให้คู่ต่อสู้มันน่วม เดี๋ยวมันก็น็อคเองแหละ เขียนมาซะยืดยาว ก็หวังว่าคนบางคนจะเข้าใจนะ ติ๊กเข็ดไม่ได้โกหก แต่ฮานอยไม่ได้ถามเองว่าไปกับใคร

วันที่ 1 พค 52 ตื่นแต่ตี 5 อาบน้ำแต่งตัว ไปรับติ๊กเข็ดที่หน้าบ้าน แต่สงสัยจะตื่นเต้น ไปก่อนเวลา นัดกัน 7 โมงเช้า แต่ไปถึง 6.30 น. โทรเรียกติ๊กเข็ดลงมา มันบ่นฉิบหาย งานเข้า ๆ กำลังจะสวดมนต์เลย ทำไมมาก่อนเวลา เราก็ไม่สนใจ ก็คนนอนไม่หลับนี่หว่า และก็ขับรถ ไปรับพี่ไพ่ผ่องคนนี้ก็แต่งตัวเร็ว นะเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ถ้าเป็นหนุ่ยป๊อด นัด 7 โมง 6.30 น. มันคงกำลังอาบน้ำ หรือหวี่ผมอยู่เลย 555)

และแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางกัน ขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครคุย ยกเว้นติ๊กเข็ด เชื่อป๊ะ คุยตั้งแต่ 6.30 น. จนถึงกาญจนบุรี มันยังไม่หยุดเล๊ย (สงสัยจะเก็บกด ทำงานที่ไม่ต้องสงบเสงี่ยมไว้ก่อน ลายยังไม่ออก 555)

ประมาณเที่ยงหรือบ่ายนิด ๆ แวะกินก๋วยเตี๋ยวกันคนละชาม (120 บาท) ก่อนแวะเที่ยวด่านเจดีย์สามองค์ พอไปถึง สุดยอด.....แอนด์.... สุดอึ้ง ต้องไปค่ะท่านผู้อ่านท่านต้องไป



และเดินซื้อของได้สร้อยคอที่ทำจากเชือก เราซื้อ 3 เส้น 80 บาท ติ๊กเข็ดซิ้อ 1 เส้น 20 บาท รวมเป็น 100 คุยไปคุยมา เลยลืมของแถมเลย ให้ตายเถอะ สงสัยจะถูกพม่าหรอก ฝากไว้ก่อนคราวหน้าจะไปเอาคืน


วันที่ไป ด่านไม่เปิด แย่จัง ก็มันจะเปิดได้อย่างไร ในเมื่อมันปิดมาตั้ง 2 ปีแล้ว แม่งนิสัยไม่ดี ให้คนของมันมาขายของที่ประเทศไทย แต่ไม่ให้คนไทยเข้าไปประเทศมัน โห...โครตยุติธรรมเลย


ออกจากด่านเจดีย์สามองค์ก็ถึงแพที่พัก หาได้ไม่ยาก เพราะคุยกับเจ้าของว่าอยู่เยื้อง ๆ กับสะพานมอญ และก็มาถึงจนได้ เนี่ยและที่ ที่เราตามหาอยากมามาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร (เคยเล่น net ลองตรวจดูว่าชาติที่แล้วคุณเกิดเป็นอะไร เชื่อป๊ะ ชาติที่แล้ว เราเกิดเป็นสาวมอญ อาชีพแม่ค้า ก่อนมาที่บ้านยังแซวเลย ว่ามาแล้วกลัวจะไม่กลับ เพราะว่าไปเจอลูกเจอผัวที่ประเทศมอญ 5555)

แพของเราเป็นแพจัมโบ้ มีห้องพัก 4 ห้อง ห้องละ 350 บาท เรานอนห้องติดกันคือห้อง 1+2 พอไปถึงบ่าย ๆ ร้อนมาก ๆ เนื่องจากหลังคาแพเป็นสังกะสี สู้แพอีก 2 หลังติดกันไม่ได้ ไม่ค่อยร้อน แต่ค่าพัก 1000 บาท มีเครื่องประกอบอาหารให้ครบ เหมาะสำหรับมากันเป็นกลุ่ม แต่มีห้องนอนแค่ห้องเดียว อากาศร้อนอบอ้าว เหมือนฝนจะตก ลมแรงมาก เราขึ้นไปเอากล้องที่ลานจอดรถ เห็นมะม่วงแก้วตกลงมาหลายลูก ลุงเจ้าของที่เป็นคนเฝ้ารถยื่นมะม่วงให้เราเราจึงเอามา 1 ลูก เห็นติ๊กเข็ดบ่นว่าอยากกินของเปรี้ยว พอติ๊กเข็ดได้มะม่วง เหมือนได้แก้ว หามีดปอกใหญ่ แต่เราไม่ได้เอามา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะว่ามันใช้ปากกัดกินอย่างอร่อยไปแล้ว (สงสัยคุณแม่จะได้หลาน) ส่วนเราก็ถ่ายรูปวิวสะพานมอญไปเรื่อย ๆ ส่วนสมาชิกอีก 3 คน ก็สำรวจห้องพักกัน....ดูเอาเถอะ ร้อนแบบนี้มันยังทำกันได้




ตามโปรแกรมพอเย็น ๆ ต้องนั่งเรือไปชมวัดจมน้ำ หรือเมืองบาดาล กัน แต่พอเราถามเจ้าของแพ น้องบอกว่าฝนจะตก ไปดูไม่สวยไม่เห็นอะไร หรอก ไปพรุ่งนี้เถอะพี่สวยเหมือนกัน วันนี้ไปไม่ทันแล้ว (แต่ก็รู้ทีหลังว่าเรือที่จะพาไป ไม่มีแล้วเพราะว่าลากแพออกไปจึงไม่มี เรือที่จะพาเราไป) เราจึงทานข้าวเย็นแทนดีกว่า ลืมบอกไปว่าที่แพมิตรสัมพันธ์ ขึ้นขื่อเรื่องอาหาร เพราะเราได้หนังสือ 102 ที่เที่ยว จาก SCB ที่เราส่งเรื่องท่องเที่ยวไปลง ในหนังสือยังลงไว้เลยว่าถ้ามาที่นี่ต้องลอง ต้มย้ำปลากลด และเราก็ไม่พลาด แถมสั่งเพิ่มอีก คือปลาสร้อยทอดกรอบ(2 จาน) ยำผักกูด ผัดฉ่าลูกชิ้นปลากราย อาหารเค้าอร่อยจริง ๆ เหมาะสำหรับคนหวานอยู่แล้ว ไม่ต้องน้ำตาลอย่างพวกเรา โห้ว...ไอ้ฮ้อน อุ๊ยลืมไป ผัวเรา เจ้าฮ้อนกับติ๊กเข็ด ชอบมาก ซดกันซี๊ดซ๊าด ส่วนพี่ไพ่ผ่องไม่รู้ชอบเปล่า...แต่ก็ดีนะ เป็นคนธรรมมะ ธรรมโม ไม่ใช่เจ้าของร้านวีดีโอ (มากเรื่อง) ส่วนเราก็กินได้ ขออย่างเดียวกับข้าวอย่าหวานเป็นใช้ได้

หลังอาหารเย็นเวลาเหลือ ไปเดินเล่นสะพานมอญกัน เรากลัวฝนตกจึงนำกล้องตัวเล็กไป แต่พอถ่ายได้ไม่กี่ภาพ พระเจ้า....เวรกรรมมีจริง ด่าฮานอยไว้มาก เป็นเองซะงั้น ดันเอา mem ของแถมใส่มา ส่วน mem 256 ที่หนุ่ยกับโป้งซื้อให้ถอดไว้ที่บ้าน เฮ้อ... จึงเก็บไว้แค่ความทรงจำก่อน พรุ่งนี้ เจอกันแน่ ไม่พลาด




กลับจากเดินสะพานมอญ ติ๊กเข็ดยังอยากมะม่วงไม่เข็ด ช่วยกันเก็บมาได้ อีก 4 ลูกมั๊ง และนำไปให้แม่ครัวยำมะม่วง รสชาติดี มีแต่ถั่ว อย่างอื่นไม่มี แต่ก็กินได้ กินมะม่วงเสร็จ รีบอาบน้ำกัน ก่อนที่อีก 2 ห้องข้างๆ จะกลับมาแย่งห้องน้ำ (ฉลาดจริง ๆ พวกเรา) พอตกดึกก็เข้านอน เรานอนไม่หลับตื่นทั้งคืนเลย ไฟแยงตา และเจ้าฮ้อนก็เดินดัง เข้าห้องน้ำตลอด ตั้งนาฬิกา ได้ตีห้า จะตื่นมาอาบน้ำ จะได้ใส่บาตรพระกัน แต่....เวรกรรมน้ำไม่ไหล รอจนเกือบหกโมง ก็ยังไม่ไหล ส่วนเราฝันหวยด้วยแหละฝันว่าซื้อล็อตตารี่เลข 27 และบังเอิญมองไปที่บนหัวนอน ขนลุกเลย เห็นจิ้งจก 2 ตัว ทำหางงอ ๆ ขด ๆ แปลก ๆ อ๊ะ สงสัยเพิ่งจะแต่งงานกันเสร็จ ทำให้เราคิดไปเอง เออเองว่าต้องมีโชค หวยออก 27 หรือ 72 แน่ ๆ




เราออกมาดูวิวมองไปที่สะพานมอญ สวยดี หมอกเต็มไปหมด และตาก็เหลือบไปเห็น พระเดินบิณฑบาตร ติ๊กเข็ดก็เห็นเหมือนกัน แย่แล้ว...... รีบนำชุดทำบุญ ที่ซื้อมาจากเซเว่น รีบวิ่งไปใส่บาตรกันใหญ่ พวกเราให้เจ้าฮ้อนวิ่งไปดักพระให้รอเราก่อน เหนื่อยมาก ๆ.... วิว ก็สวย...... รีบก็รีบ อยากถ่ายรูปก็อยากถ่าย พอเดินไปใกล้ ๆ เอ้าไม่ใช่พระนี่ เป็นคนใส่เสื้อสีส้ม 3 คน โถ่เว้ย นึกว่าพระ จึงถามแม่ค้าแถวนั้น บอกว่าพระจะมาบิณฑบาตร 6.15 น. แต่บินบนฝั่งโน้นนะ ......วิ่งดิ๊ ก็นี่มันก็ 6.10 น. แล้ว จะทันพระมั๊ยเนี่ย ระยะทางของสะพานไม้ แค่ 850 เมตร เอง 555













และแล้วเราก็มาตรงถนนที่จะไปตลาดมี ร้านค้านำอาหารออกมาตั้งโต๊ะให้ใส่บาตร 2 เจ้า เราเลือกร้านที่ ราคา 100 บาท แต่ใส่บาตรพระได้ 13 รูป ดีใจจังได้มาใส่บาตรแล้ว เวลาใส่ องค์แรก ให้ใส่น้ำ ธูป เทียน และตักข้าว ก่อน องค์ต่อ ๆ ก็ใส่ได้ ไม่บังคับ หยิบอะไรได้ก็ใส่เลย ใส่เสร็จ ทางร้านมีน้ำให้กรวดด้วย ดีจัง ได้เที่ยว ได้ทำบุญ... ชาวมอญน่ารักมาก ออกมาใส่บาตรกันเยอะเลย แต่เค้าใส่ข้าวเปล่ากัน ก่อน ส่วนกับข้าวจะนำไปถวายตามไปที่หลัง แปลกจัง ใครไม่เคยมา ต้องมาพิสูจน์ ลืมไป ก่อนพระจะมาพวกชาวบ้านจะนั่งรอกันที่พื้นถนนเลยนะ สุดยอด บ้านเมืองเค้าทำได้ ลองเป็นบ้านเราสิ รถเหยียบตายไปโรงพยาบาลก่อนใส่บาตรอีก 555

















อิ่มบุญ แต่ยังไม่อิ่มท้อง เดินผ่านบ้านไปเรื่อย ๆ หน้าบ้านแต่ละหลังจะปลูกดอกไม้ทุกบ้าน เช่น มะลิ และอีกหลาย ๆ พันธ์ บ้านเค้าสะอาดดี น่าอยู่นะ เดินเรื่อย ๆ ประมาณ กิโล หรือกว่า ๆ ก็ถึงตลาดมอญ ว่ากันว่าถ้ามาที่นี่แล้วไม่ได้กินขนมจีนหยวกกล้วย แสดงว่ามาไม่ถึง เราก็จัดไปอย่าให้เสีย เป็นขนมจีนน้ำยาหยวก กินแกล้มกับฝักเขียวทอด (ดูรายการเจอร์นี่ไทยแลนด์ ของเรย์กิน..เลยกินตาม) รสชาติก็ใช้ได้ แต่ต้องปรุงนะ ใส่น้ำส้มมะขาม และพริก ถั่วฝักยาว แกล้มกับฝักทอด กับน้ำจิ้ม ก็พอกินได้ เราว่าก็ดีนะ ไว้จะมากินอีกถ้ามีโอกาสได้มา (เรากินได้ไม่เยอะ เพราะไม่เคยกินมื้อเช้า กินแต่กาแฟ) ส่วนติ๊กเข็ด ไม่ค่อยค่อยมัก มักแต่ต้มยำปลากลด ที่แพมากกว่า เรียกเก็บเงิน ว๊าว 26 บาทขนมจีน จานละ 5 บาท ฝัก ชิ้นละ 2 บาท 3 ชิ้น ราคาแบบนี้ ที่กรุงเทพฯ ไม่มีแน่นอน ต้องลอง





และก็ซื้อขนมมาอีกหลายอย่าง หน้าตาแปลก ๆ รสชาติ ไม่ค่อยคุ้นชิน แต่ราคานี่สิ แสนจะถูก ชิ้นละ 1 บาท 2 ชิ้น 5 ส่วนโรตีโอ่งก็ชิ้นละ 10 บาท ได้ขนมเยอะแยะ หมดไปแค่ 26 บาทเอง เดินกลับที่พักเรื่อย ๆ ติ๊กไม่อิ่มจึงแวะกินก๋วยเตี๋ยวต่อ ส่วนเราก็กินกาแฟร้อน (ไม่ค่อยอร่อย จะบอกว่าชงเองอร่อยกว่าอย่างงั้น) เจ้าฮ้อนก็กินอะไรโอวัลตินเย็น ส่วนพี่ไพ่ผ่องนั่งชิมขนมที่ซื้อมา ชิมตั้งนาน ไม่หมดซะที ขนมที่เหลือเลยให้เด็กมัคคุเทศน้อยแถวสะพานไม้ไปกิน แล้วพวกเราก็ปีนขี้นสะพานมอญกับที่พัก(ลืมอีกแล้ว ที่ต้องปีนขึ้นสะพานเนื่องจากกำลังซ่อมสะพาน ครั้งที่ 5 แล้วกระมัง เหลืออีกนิดเดียวจะซ่อมเสร็จแล้ว ดีค่ะ อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่เพื่อลูกเพื่อหลานจะได้มาเที่ยวชมกันในภายภาคหน้า)

เดินกลับถึงที่แพ เอาอีกแล้ว ไอ้ติ๊กเอาอีก ให้ลุงเก็บมะม่วงอีกแล้วค่ะท่าน คราวนี้ เก็บและปอกใส่ถุงเก็บไว้กินอีก งานนี้มันขอมะม่วงลุง เป็นโลได้แล้งมั๊ง

พอ 8.30 น.ก็นั่งเรือไปชมวัดจมน้ำ เป็นวัดของหลวงพ่ออุตตมะเก่า ที่หลังจากสร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้วัดจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจึงไปสร้างวัดใหม่บนฝั่งที่ ที่น้ำไม่ท่วม ..... ใน 1 ปี จะมี ประมาณ เดือนมีนาคม - เมษายน น้ำจะลดลงต่ำสุด สามารถลงไปเดินที่วัดได้ แต่ถ้ามาช่วงหน้าน้ำ วัดจะจมอยู่ใต้น้ำ เหลือไว้แค่ หอระฆังเท่านั้นที่ไม่ท่วม สวยดี..... เราถ่ายรูปมาหลายภาพ วัดจมน้ำ ถือเป็น หนึ่งใน unseen ด้วยนะ ถ่ายรูปจนหนำใจก็กลับเนื่องจากกลัวจะสาย แล้วแดดจะร้อน ไป-กลับ ใช้เวลา ประมาณ 45 นาที ค่าเช่าเรือ 300 บาท กลับมาเก็บข้าวเก็บของ เช็คบิล หมดไป 1,525 บาท




ออกจากแพก็ไปเที่ยวเจดีย์พุทธคยา หาซื้อล็อตตารี่ ไม่มีง่ะ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ดูดอกไม้ที่ชาวบ้านปลูกไว้หน้าบ้าน เค้าปลูกเพื่อร้อยและนำมาถวายพระอย่างนี้นี่เอง





แล้วก็มาต่อที่วัดหลวงพ่ออุตตมะใหม่ หรือวัดวังวิเวการาม ได้สร้อยประคำมาคนละเส้น โชคดีแน่ ๆ แต่ยังหาล็อตตารี่ไม่ได้เลย จึงโทรไปแทงกับหนุ่ยป๊อด เราแทง 52, 25, 30,03(ฝันหลายวันแล้วว่าข้างบนออก 52 ข้างล่างออก 30 แม่นฉิบเป๋งเลยรู้งี้ขายบ้านขายรถซื้อก็ดีแหละ) 27,72 ตัวละ 50 ส่วนติ๊กเข็ดแทงตามเรา แค่ 27,72 และ 104 (ใส่บาตรกับพระ 10 รูป กับเณร 4 รูป คิดได้งัยเนี่ย )







ออกจากวัดก็ขับกลับมาพักที่ป้อมปี่ ที่ อช.เขาแหลม ที่ป้อมปี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่ ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในภาคตะวันตกเชียวนะ จ่ายค่าธรรมเนียม คนละ 50 บาท ค่ารถอีก 30 บาท รวม 230 บาท จุดกางเต้นท์ที่แรก รถสามารถจอดได้ แต่วิวไม่สวย และไกลห้องน้ำ เราจึงไปกางที่จุดที่สอง แต่รถเข้าไม่ได้ ต้องใส่รถเข็น เข็นสัมภาระไปเอง





เลือกที่กางได้ตามสบาย เนื่องจากมาถึงตอนเที่ยง ๆ จัดแจงวางข้าวของจองไว้ แต่ยังไม่กาง เพราะแดดออก จึงเดินไปทานอาหารที่ร้านค้าสวัสดิการ และดู ทีวีไปด้วย และก็สั่งข้าวกล่องไว้เลยสำหรับมื้อเย็น ตอน 4 โมงครึ่งค่อยมารับ และก็กลับที่พักไปกางเต้นท์กันใหม่ ฝนทำท่าเหมือนจะตก เรารีบกางกันใหญ่ กางเสร็จเราเดินสำรวจบ้านพัก เข้าไปถ่ายรูป ก็แหมใน internet มันไม่สวย แต่ของจริงน่าพักนะจึงเก็บภาพไว้ให้หนุ่ยป๊อดดูเผื่อว่าจะมาโอกาศหน้า พอ 3 โมงกว่า ฟังหวยว่าออกอะไร ปรากฏว่าหวยออก 52 ข้างบน 11 ข้างล่าง เราถูก 50 บาท โชคดีจริง งานนี้เที่ยวฟรีอีกแว๊ว.....




กลับมาที่เต้นท์ฝนตก เราคลุมผ้าใบเอาไว้ไม่เปียก พวกเราก็เลยนอนฆ่าเวลากันซะ สักพักฝนก็หยุด เราก็ไปอาบน้ำกัน โห....ห้องน้ำสุดยอด OPEN จริง ๆ เหมือนที่ภูสอยดาว แต่น่ากลัวกว่า (กลัวคนแอบมองแล้วจะเสียอารมย์) ดี...ได้บรรยากาศไปอีกแบบ อาบไปก็คิดไป จะมีคนเห็นไหมหนอ (แต่ตอนหลังให้ติ๊กเข็ดไปลองยืนทั้ง 4 ห้องปรากฏว่ามองไม่เห็น แต่มันหรอกตาก็สบายใจได้




อาบน้ำเสร็จก็กลับมานั่งคุย กัน และรอพระอาทิตย์ตก สวยดี เห็นพระอาทิตย์ตกภูเขาหลายครั้ง ครั้งนี้ ตกที่น้ำสวยดี เก็บภาพมาหลายรูปเหมือนกัน




ตอนเช้าตื่นนอนล้างหน้า แปรงฟัน ต้มมาม่า โอวัลติน,กาแฟ กิน (ขาดไม่ได้ไปด้วยทุกทริป) ตอนเช้าอากาศดีมาก ๆ เห็นหมอกที่ภูเขาไกล ๆ สวยดี หลังจากอาหารเช้าก็เก็บสัมภาระเรียบร้อย เข็นข้าวของไปที่ลานจอดรถ ช่วยกันเก็บมะม่วงป่า ที่ตกที่พื้นเยอะมาก ๆ รสชาดจัดจ้านดี เก็บมาได้เยอะพอควรและอำลาป้อมปี่
พวกเราไม่อาบน้ำหรอกเพราะว่าเราจะไปอาบน้ำพุร้อนหินดาดกัน ครั้งที่แล้วที่ไป ทองผาภูมิ ได้แต่แช่ขา ไม่ได้อาบ ครั้งนี้ เอาให้ได้ต้องแช่ให้ได้ ไปถึง ก็รู้กฏแล้วว่าต้องแช่น้ำเย็นก่อน แล้วก็ลงแช่น้ำร้อน ตอนแช่น้ำเย็น ก็เย็นจริง ๆ พอจะมาแช่น้ำร้อนครั้งแรก มันร้อนมาก ๆ พวกเรายังไม่กล้าลงทั้งตัว เราเห็นคนแก่คนหนึ่งยื่นมือมาหาเรา เราก็นึกว่าเค้าจะให้เราดึงมือขึ้นมา แต่เราเข้าใจผิดถนัด คนแก่คนนั้น ฉุดเราเราไปในน้ำร้อน อู๊ย....ร้อนจริง ๆ ลงแรก ๆ ร้อนมั๊กมาก แต่พอสลับไป น้ำเย็น น้ำร้อนก็ดีขึ้น พอครบ 3 รอบเราก็ขึ้น เพราะว่าหน้ามึด แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมากินส้มตำ ไก่ย่าง แถวน้ำพุร้อน พอกินเสร็จก็กลับ ตอนนั่งในรถ พี่ไพ่ผ่อง เล่าว่าเมื่อกี้ได้ยินคนแก่พูดกันว่า นาตาลี นาโบวา มา เรากับติ๊กเข็ดหูผึ่ง บอกให้ฮ้อนจอดรถ รีบเอาหางตั๋ว วิ่งไปดูนาตาลี มองหาตั้งนาน ไหนว๊ะ นาตาลี สงสังคนแก่เห็นใครก็บอกว่านาตาลีหมดเลยมั๊ง ....งานนี้ถูกคนแก่หรอกอีกแล้วง่ะ



ขากลับแวะซื้อของฝากร้านแรก ซื้อเมล่อน แม่ค้าเฉีอนให้กิน อู๊ยอร่อยกันใหญ่ ลงมาซื้อกันใหญ่ ทั้งเมล่อน ทั้งสละ

ร้านสองแวะอีก ซื้อผักหวานป่า และมะม่วง (เป็นอะไรไม่รู้ชิมอะไรก็อร่อยเลยซื้อใหญ่เลย กลับถึงบ้าน ไอ้ฉิบหาย มะม่วงแม่งเน่าหมด ไม่ได้แด๊กเลย)

ร้านสามแวะร้านวิมลซื้อมะม่วงดอง วุ้นมะพร้าว และของฝากอีก ซื้อเหมือนกันหมด (ไม่ค่อยบ้าซื้อเลยเห็นที่ไว้เยอะเท่าไหร่ ก็ขนกันซื้อเท่านั้น แถมชิมอะไรก็อร่อยอีกแล้วง่ะ)

ร้านที่สี่ร้านสุดท้ายแล้วนะ จะไม่มีที่วางขาแล้ว ส่วนข้างหลังดีนะที่มาสองคน ถ้ามาสามคน จะไปนั่งตรงไหน ร้านสี่ร้านโรงงานวุ้นเส้นท่าเรือ ก็ซื้อวุ้นเส้น คนละ โล และซื้อซาหริ่ม และของฝากอีก

ถึงมหาชัยเติมน้ำมัน ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 4,722 บาท เราเก็บแค่คนละ 1000 ที่เหลือเราออกเองเนื่องจากถูกหวยนะ ก็คนมันโชคดี อะไรก็หยุดไม่อยู่ 555

ส่งติ๊กที่บ้าน และพี่ไพ่ผ่อง กลับบ้าน โดยสวัสดิภาพ ถึงบ้านจัดของนำไปให้บ้านแม่ และกลับมาซักผ้า.... พักผ่อน พรุ่งนี้ไปทำงานต่อ ..... ฉันจะไปเยือนเธออีกนะ สังขละบุรี บ๊าย บาย........


** ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันรถขาไป 420.- ก๋วยเตี๋ยว 120.- ขนมจีนหยวก 26.- ขนม 26.- กาแฟ+โอวัลติน+ก๋วยเตี๋ยว 55.- ส้ม 35.- ทำบุญซ่อมสะพาน 40.- ของใส่บาตร 400.- ค่าแพ+อาหาร+นั่งเรือ 1525.- ดอกไม้ที่เจดีย์ 20.- ดอกไม้ที่วัดวังวิเวการาม 40.- ค่าเข้าอช.เขาแหลม 230.- อาหารเที่ยง+เย็นที่ป้อมปี่ 435.- ค่าเข้าน้ำพุร้อน 40.- ส้มตำ+ไก่ย่าง 430.- ค่าน้ำมันรถขากลับ 880.- รวม 4722 บาท ระยะทางทั้งสิ้น 777 กม. น้ำมันราคาลิตรละ 22.79 บาท (13.63 กม/ลิตร)

วันศุกร์, มกราคม 16, 2009

ณ.....น่าน ไม่นานเกินรอ

สวัสดีปีใหม่ 2552 ปีนี้นี้เป็นอีกปีที่ต้องไปเยือนภาคเหนือเป็นประจำทุก ๆ ปีและ สถานที่แห่งนี้ คือ จังหวัดน่าน ณ ดอยเสมอดาว ซึ่งตามโปรแกรมแล้ว จะต้องไปเมื่อปีที่แล้ว แต่โปรแกรมเปลี่ยน จึงต้องเก็บข้อมูลและรอคอยจนครบ 1 ขวบพอดิบพอดี รวบรวมสมาชิกได้ 8 คน มี นุช ฮ้อน หนุ่ย โป้ง หน่อย ต้น ติ๊ก และ สว.ว๋ง คนน้อยหวะ ไปรถ 2 คัน ค่าใช้จ่ายตั้งงบไว้ 3000 พัน จะพอหรือเปล่า (แต่ในใจเราน่าจะพอ นะ เพราะว่าน้ำมันรถราคาลงเหลือ 19 บาท และพักบ้านพัก แค่ คืนเดียว นอกนั้นนอนเต้นท์ ) แต่ตุ๊กติ๊กนะสิ ไม่ได้ทำงานและงบก็น้อย ทำงัยหละตัวหารเสือกน้อยด้วย ก็ไอ้อจ.นุช มันไม่ยอมมา ก็เลยให้ทุกคนลองหาคนเพิ่ม เพื่อจะได้ช่วยกันหารค่าใช้จ่าย และโชคก็เป็นของเรา ตุ๊กติ๊กโทร.บอกว่าได้สมาชิกเพิ่มอีก 1 คน คือพี่ผ่อง และโชคดีกันเป็นชั้นที่สอง หน่อยก็ได้สมาชิกเพิ่มอีก 1 คือพี่เบญ รวมเป็น 10 คน พอดีรถเลย เป็นอันว่าทริปนี้ คนครบ เย้.... ก่อนถึงวันไป ก็ mail โปรแกรมให้เพื่อน ๆ ก่อน และกำชับว่าทุกคนต้องมีเมนูเป็นของตัวเอง เพราะว่าทริปนี้ทำกินเองค่อนข้างมาก ๆ

วันที่ 30 ธันวาคม 2551 สมาชิกมาครบที่บ้านเราเอง เก็บเงิน เก็บของ ออกเดินทางประมาณ 5 ทุ่มกว่า ๆ มั้ง และคณะเดินทางของเราก็เริ่มขึ้น รถคันของเรามี 5 คน คือ นุช ฮ้อน หนุ่ย โป้ง และ สว.ว๋ง และอีกคัน คือ หน่อย ต้น ตุ๊กติ๊ก พี่ผ่อง และพี่เบญ ระหว่างทางรถเยอะบ้าง แต่ก็ขับทำเวลาได้ดี เราถึงที่แรกคือ อช.ขุนสถาน เป็นทางผ่าน เราจึงแวะถ่ายรูปกันที่ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถาน ซึ่งที่นี่มีต้นนางพญาเสือโคร่งมาก กว่าที่อช.ขุนสถาน ซึ่งจะเป็นที่พัก และชมวิว เราจึงจัดแจงลงมาถ่ายรูปกัน ที่นี่สวยดีนะ คนไม่เยอะ แถมยังได้ถ่ายรูปกันแบบสบาย ๆ ปราศจากผู้คนมารบกวน และเราก็ได้กระโดดกันที่นี่เป็นที่แรก






วิวสวย ๆ






หลังจากถ่ายรูปกันเรียบร้อย ก็ไปกันต่อ จุดหมายต่อไปคือเสาดินนาน้อย ร้อนมาก ๆ มาถึงก็เที่ยง หรือบ่าย หน่อย ๆ (จำไม่ได้) แดดกำลังดีเลย ร้อน แต่ก็ได้เก็บรูปเอาไว้ เพื่อเป็นที่ระลึก



ออกจากเสาดิน ก็ถึงเสียที ที่ที่รอคอยมา 1 ปี คือ ดอยเสมอดาว จะดูทะเลหมอก ให้ชุ่มปอดเลย หลังจากที่ดูรูปจากใน INTERNET มาก่อนหน้านี้ จ่ายค่าเข้า อช.เรียบร้อย แล้ว แต่ก็ยังขึ้นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ยังสกัดรถใม่ให้ขึ้น เนื่องจากบนดอยเสมอดาวให้กางเต้นท์เพียงอย่างเดียว ส่วนรถต้องลงมาจอดด้านล่าง เพื่อจัดระเบียบไม่ให้รถติด หรือหนาแน่นจนเกินไป รอ รอ แล้วก็รอ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ขึ้น แถมบอกว่าติดรถให้น้ำ และบอกว่าให้เราเดินขึ้นไปก่อน เพื่อจองที่ เพราะคืนนี้คนจะเยอะมาก ๆ พวกเราเลย ตกลง เอาของลง และเดินขึ้นไป เฮ้อ สว. ตามมาด้วย 5555 เหนื่อยวุ้ย ขณะเดินขึ้นไปได้นิดเดียว ไอ้สาด... เจ้าหนี้ที่แม่งให้รถขึ้นได้ ไอ้ฉิปหาย กระโดดขึ้นรถก็ไม่ทัน เดินไปบ่นไป ไอ้สาด.... หลอกให้เดิน ร้อน ก็ ร้อน แต่ก็มาถึงลานกางเต้นจนได้ เรามาช้าไปนิด ลานกางเต้นท์ตรงราบ ๆ นักท่องเที่ยวกางกันหมดแล้ว เราจึงต้องหาสถานที่กาง เป็นเนิน ๆ ที่เท แต่ก็ไม่มีแล้วจึงตกลงกันกางตรงนี้ กางไป แดดออกไป นี่มันหน้าหนาวหรือนี่ ต้นไม้ ไม่มีสักต้น แดดร้อน สุด ๆ แทบไม่น่าเชื่อว่านี่ จังหวัดน่าน หรือประเทศซาอุ ร้อนโครต เหงื่อไหล ติ๊ง ๆ เป็นเม็ด ๆ เลย หลังกางเต้นท์เสร็จ ก็รีบไปอาบน้ำทันที จริง ๆ แล้วน้ำเย็นมาก ๆ นะ แต่ว่าเราร้อนจากแดด จึงอาบอย่างสบาย ๆ



ไม่คิดว่านี่คือหน้าหนาวด้วยซ้ำไป อาบน้ำกันเสร็จ ก็ตกเย็น พวกเราก็จัดแจงทำอาหารกันคืนนี้เป็นอาหารมื้อแรก สุดยอด กับข้าวเยอะมาก ก็เมนูมีหลายอย่าง ตั้งแต่เที่ยวมา มื้อนี้ เป็นมื้อที่ดีที่สุดนะเนี่ย



ตกดึกเจ้าลง จุดเทียน และจุดตะเกียงเล่นกันก็เอา เออ....ลืมเล่าไป จากทริปที่แล้ว ที่บ้านทาร์ซาน เราบนเอาไว้ถ้าถูกหวยเมื่อไหร่จะถอยตะเกียงแก๊ส และเราก็ถูกจริง ๆ ด้วย คือเลข 34 คือบ้าน ทาร์ซาน 3 กับทาร์ซาน 4 คนมันจะถูกง่ะ ทริปนี้ จึงได้ตะเกียงฟรี ๆ มาใช้ สมใจอยาก จุ๊บ ๆ


ตื่นนอนตอนเช้า ล้างหน้าล้างตา รีบเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอก คนเยอะมาก แย่งกันถ่ายป้าย กันน่าดู พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว











...แต่.. แต่.... แต่ หมอก หละ พระเจ้า ตั้งใจจะมาดูทะเลหมอก แต่โชคไม่ดี คนคงเยอะเกินไป และไม่หนาวเท่าไหร่ จากทะเลหมอกที่คาดว่าจะได้ดู กลายเป็น บ่อหมอก ว้า...โผล่มานิดเดียว (ถ้ามีโอกาส จะมาแก้ตัว)

เราจึงถ่ายรูปผาหัวสิงห์ และเก่ง กันทุกคน สามารถลูบหัวสิงห์ได้ด้วย สุดยอด จริง ๆ (ทำไปได้ 555)










หลังถ่ายรูปเสร็จเก็บข้าวของเสร็จ เข้าตัวเมือง เพื่อไปเที่ยววัด กันสักหน่อย ก็วันนี้ วันปีใหม่นี่ วัดแรกที่ไปถือวัดมิ่งเมือง สวยดี เหมือนวัดร่องขุน ที่เชียงราย แต่วัดร่องขุน อาจจะมีลวดลาย และลูกเล่นมากกว่า นี้ แต่ก็สวยกันคนละแบบ


จากวัดมิ่งเมืองก็ไปชมงาช้างดำ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภายในจะเก็บเครื่องมือ เครื่องใช้โบราณ เงินตรา อาวุธ และ ประวัติศาสน์ ของจังหวัดน่าน ซึงก็ได้ความรู้มากทีเดียว



ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ ไปที่วัดภูมินทร์ แต่ละที่ ก็เดินข้ามถนนไปได้ ภายในวัดก็จะมีจิตรกรรมฝาผนัง และที่ TOP HIT ก็รูป ปู่ม่าน ย่าม่าน














ออกจากวัดภูมินทร์ก็ข้ามไปวัดช้างค้ำวรวิหาร













ออกจากวัดข้างค้ำ ก็นั่งรถไปต่อที่นี้ไกลออกไปหน่อยก็ วัดพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นสถานที่ คู่บ้าน คู่เมือง ของจังหวัดน่าน ถ้าใครไม่มาไหว้ ถือว่ามาไม่ถึง จังหวัดน่าน และที่สำคัญ คนที่เกิดปีเถาะต้องมากราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล งานนี้ ไอ้หนุ่ย กับ ไอ้ฮ้อน สบายไป


ออกจากวัดพระธาตุแช่แห้ง ก็มุ่งตรงไป อช.ดอยภูคา เนื่องจากต้องไปอีกไกลพอสมควร คืนนี้ เราไม่ต้องนอนเต้นท์ เนื่องจากได้จองที่พักผ่านทาง internet เรียบร้อยแล้ว สบายใจได้ มืดยังไง ก็ไม่ห่วงเรื่องที่พัก และหนาวยังงัยก็ไม่กลัว เนื่องจากมีเครื่องทำน้ำอุ่น 555

ไปถึง อช.ดอยภูคา โอ้พระเจ้า คนทำไมมันเยอะขนาดนี้ รถเต็มไปหมด ดีนะที่จองที่ไว้ ไม่งั้น แย่แน่ จัดแจงแลกบัตร และรับกุญแจห้อง เพื่อไปยังบ้านพัก แต่พอไปถึงหน้าบ้านพัก กับไม่มีที่จอดรถ เลยเดินไปหาเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มาเคลียที่จอดให้ แต่โชคร้าย เจอเจ้าหนี้ที่สันดานเสีย ตัวอ้วน นิสัยแย่มาก เลยทะเลาะกับมันซะยกใหญ่ แม่งตัวเงิน ตัวทอง ไอ้สาด....ด แต่พอมาถึง รถต้นจอดได้แล้ว และเจ้าของรถที่จอดตรงที่เรา ก็ลงมาเลื่อนรถให้ ดูดิ นักท่องเที่ยวยังรู้มารยาท เลย ว่าเป็นที่จอดรถของเจ้าของบ้าน ไม่ใช่ของคนนอนเต้นท์ เจ้าหน้าที่เสื่อกไม่รู้มารยาท (เสียความรู้สึกพอสมควรก่อนเก็บของเข้าบ้านพัก)

บ้านพักสวยมาก ราคา 800 บาท มีระเบียงยื่นออกไป ชมวิวได้ มีตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น (ใช้ได้ จริง ๆ ด้วย ไม่เหมือน บ้านทาร์ซาน มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ต่อปลั๊ก 555)











อากาศคืนนี้หนาวนะ แต่เรานอนบ้าน จึงไม่คอยหนาวเท่าไหร่ ส่วนอาหารมื้อค่ำ ก็สั่งจากร้านค้าสวัสดิการทาน จึงสบายไปเลย ไหน ๆ ก็นอนสบายแล้ว อาหารก็ให้สบายไปด้วย แบบว่าไฮโซนะ


ตื่นนอน ไม่เช้า เนื่องจากวันรุ่งขึ้นไม่มีที่เที่ยวที่ไหนนอกจากไปนอนดอยวาว จึงตื่นสายได้ และไปทานข้าวต้มที่ ร้านสวัสดิการ กลับมาอาบน้ำ ถ่ายรูป ส่วนขาไพ่ก็ยังคงแก้มือกันอีก




ออกจากบ้านพัก เกือบเที่ยง ก่อนออกก็ไม่ลืมเขียนด่าได้สาด...ดอ้วนก่อน เอาให้แม่ง....สุด ๆ ไป เลย หวังว่ามันจะมีผลกระทบกับหน้าที่มันนะ นี่ไม่ได้เจ้าเคียด เจ้าแค้นนะ แต่อยากให้มันมีสามัญสำนึกในหน้าที่มากกว่านี้ (ไม่ค่อยจะแค้นเลยนะเรา)

ถึงอช.นันทบุรี ตอนบ่าย ๆ ถามเจ้าหน้าที่ว่า ดอยผาช้าง กับดอยวาว อันไหนสวยก็กัน เจ้าหน้าที่บอก ดอยผาช้างสวยกว่า ตื่นนอนมาเจอหมอก แต่ดอยวาวจะมีดอกซากุระ เหมาะแก่การถ่ายรูป ห่างกันแค่กิโลเดียวเอง เราจึงเลือกกางเต้นท์ที่ ดอยผาช้าง


คนไปไหนกันหมด มีไม่กี่เต้นท์เอง ดีจัง คนไม่เยอะ เป็นส่วนตัวดี เราจองกางเต้นท์ เรียงกัน หันหน้าไปหาวิว
เฮ้อ ช่างสุขอะไรจะขนาดนี้ หลังกางเสร็จ ก็นั่งรถต่อไปที่ดอยวาว โอ้ว สวยจริง ๆ ด้วย ดอกซากุระเยอะมาก เราได้กระโดดถ่ายรูปกันอีกแล้ว สวยอีกแล้วค่ะ ดีจัง มาเที่ยวที่ คนยังไม่คอยรู้จักมันก็ดีแบบนี้ ที่ อช.นันทบุรี กำลังจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ว่าบ้านเมืองเราตอนนี้เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย จึงยังไม่ได้ประกาศซะที



จึงเป็นโชคดีของพวกเรา เนื่องจากไม่ได้เก็บค่าเข้าอุทยาน และค่ากางเต้นท์ 555 งานนี้ สวยด้วย แถมฟรีด้วย อะไรจะโชคดีปานนี้ .... แต่ในความโชคดี ก็มีโชคร้ายเหมือนกัน คือ น้ำหมดไม่มีง่ะ เพราะเมื่อวานนี้ มีนักท่องเที่ยวมากางเต้นท์มาก จึงใช้น้ำหมด ซวยหละสิ แล้วจะเอาน้ำที่ไหนใช้กันหละที่นี้ เจ้าหน้าที่บอกว่า
น้ำจะมาตอนเย็น ๆ พอตกเย็นทำอาหารกัน ก็ให้ผู้ชายไปหาน้ำมาทำอาหาร เจอเจ้าหน้าที่ใจดี (ขี้เมา) ช่วยขนน้ำมาให้เต็มถึงเขียว เราจึงรอดตายไป ส่วนเรื่องอาบน้ำ ไม่ต้องห่วง เราไม่อาบกันอยู่แล้ว เพราะว่าอากาศมันหนาวมาก แต่ก็มีน้ำเหลือพอให้เราเข้าห้องน้ำได้ ดีนะที่นักท่องเที่ยวน้อย ไม่งั้น จะเข้าห้องน้ำยังงัย ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน

เย็นนี้กับเมนูของแต่ละคน ที่ได้คิดกันมา ขนออกมาทำกินจนเกลี้ยง เพราะว่าเป็นคืนสุดท้ายแล้ว เหลือแค่มาม่าไว้ ทานตอนเช้าเท่านั้น แม่ครัวเป็นคนเดิม คือ สว.ว๋ง และฮานอย ส่วนคนอื่น ๆ ทำนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น พี่ผ่องปอกหอม ตุ๊กติ๊ก หนุ่ย ซอยพริก และหั่นหมูยอ เพียงน้อยนิด แต่คอยกำกับการซะเป็นส่วนใหญ่ 555 เป็นอันว่าคนทำให้กิน นะซวย ทำให้แด็กกกกกก แล้วแม่งยังบ่นกันอีก อย่างนี้เค้าเรียก กำกับไป บ่นไป หรือชิมไป บ่นไป ก็ได้นะ









ตกดึก ก็เจ้าลง และเล่นคำนวนตัวเลขกันตามระเบียบ ส่วนเราขอเข้านอนเอาแรงก่อนเน้อ พรุ่งนี้เจอกัน...... คืนนี้พื้น ไม่เท แต่หนาวจัง บรืออออออ

ตื่นนอนตอนเช้า ไม่ล้างหน้า ไม่แปรงฟัน รีบเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และ....ว๊าวววว โชคดี จริง ๆ วันสุดท้าย กับได้เห็นทะเลหมอก แบบเต็ม ๆ และคนก็ไม่เยอะเลย ด้วยสิ รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น กดชัตเตอร์ ไปซะหลายรูป สวยจริง ๆ ไม่ต้องเดินไปหาที่ไหนเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ได้เห็น และกลับมาที่เต้นท์ ก็ยังเห็นอีก สุดยอด ... ปิดทริปของน่าน ด้วยความประทับใจจริง ๆ





หลังจากชื่นชมทะเลหมอกจนหน่ำใจ ก็ทานอาหารญี่ปุ่นกัน ก่อนเดินจะออกกำลังกายกันนิดหน่อย ที่ป้าย ตะวันลับฟ้าที่ยอดผาช้าง กันจนสนุกสนาน ทริปนี้เก่งกันจริง ๆ โดดกี่ที่ กี่ที ก็ได้ สงสัยจะชำนาญกันแล้วมั๊ง เลยได้รูปสวย ๆ มาดูกันเพรียบ



ออกจาก อช.นันทบุรี ก็แวะบ้านตุ๊กติ๊ก เพื่อไหว้แม่ และนำของขวัญล้ำค่าที่หอบจาก จ.สมุทรสาครมาแจกที่จังหวัดแพร่ ให้กับแม่ , พี่สาว และญาติ ๆ ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอกว่าของขวัญคืออะไร แต่เดา ๆ เอาว่าคือ แบรนด์ (ดูเอาเถอะของขวัญของมัน.. แต่ดันไว้กับเราตลอดการเดินทาง) และพี่สาวที่แสนดีก็เตรียมอาหารเที่ยงใว้เรียบร้อยแล้ว แบบว่ามาถึงรับประทานได้ทันที อาหารมื้อเที่ยงนี้ก็อร่อยดี ที่สำคัญฟรี ไม่ต้องเสียตังค์ซักกะแดง ใครสนใจจะให้แม่ช้อย อย่างพวกเราไปกินฟรีก็เชิญนะจ๊ะ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญก็อำลา กันเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ โดยที่ตุ๊กติ๊ก ขนข้าวสารมาซะหลายกระสอบ (สงสัยปีนี้จะไม่ออกตังค์ซื้อข้าวเลยมั๊ง...สุดยอด)

ออกจากแพร่ ก็แวะซื้อของฝาก ก่อนฝ่ารถติด แต่ก็ไม่ค่อยเยอะ เหมือนปีแรก ๆ เพราะว่าเรากลับก่อน งานเปิด 1 วัน ถึงกรุงเทพฯ ตอนตี่หนึ่ง ที่ปั๊มน้ำมันแถวบ้านเรา และสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 14,481.00 บาท เหลือ 9,519.00 บาท เหลือคืน คนละ 1,100.00 บาท ส่วนที่เหลือ 719.00 บาท แบ่งให้เรา(ซื้อแผ่นและไรท์ dvd)และหน่อย (ส่งเพื่อน ๆ ที่บ้าน) สรุปไปเที่ยวครั้งนี้ ถูกสุด ๆ แค่คนละ 1,900.00 บาท เอง ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยพวกเพื่อน ๆ สมาชิกด้วย เพราะว่าจะไม่จัดไปเที่ยวอีกแล้ว หวังว่าปีใหม่หน้าคงจะอยู่กับครอบครัว และไปเที่ยวใกล้ ๆ แค่วันสองวันก็พอ ทริปนี้เป็นทริปปิดท้าย ....ไว้เจอกันทริปสั้น ๆ ก็แล้วกันนะ รักนะ จุ๊บ ๆ บ๊าย บาย จ๊ะ

วันศุกร์, พฤศจิกายน 28, 2008

บ้านทาร์ซาน อช.ทองผาภูมิ

โห่ หิ โห่ หิ โห่ หิ้วววว..... โห่ หิ โห่ หิ โห่ หิ้ววว เสียงร้องของทาร์ซานจากในหนังที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยดูกัน เคยสงสัยมั๊ยว่าทาร์ซาน กิน,นอนกันอย่างไร จึงเกิดไอเดียว่า ฉันต้องลองเป็น ทาร์ซานดูบ้าง จึงระดมพลพรรค พวกเก่า ๆ หน้าเดิม ๆ ได้ 10 คน ดังนี้ 1.ชญานุช 2.ฮ้อน 3. เขมจิรา 4. โป้ง 5. ศุภาพัทธ์ 6.หน่อย 7. ต้น 8. พี่ว๋ง 9.นุช และ 10. สมาชิกหน้าใหม่ คือแหม่ม (หนีผัวมาเที่ยว) ทริปนี้ไฮโซ นำรถไป 2 คัน นั่งกัน สบาย ๆ เลย เนื่องจาก หน่อยถอย D-MAX ออกมาเลยลองของเสียเลย เข้าวันที่ 22 พย.51 ตื่นแต่เช้า กลับรถไปรับน้องหนุ่ย กับเจ้าโป้ง ตอน 6.20 น. และขับต่อไปรับ หน่อย กับ นุช ที่ เคหะ หน้า INDEX ประมาณ 7.40 น. และก็ไปรวมตัวกันที่บ้านของคุณติ๊ก ซักพัก รถอีกคัน ก็มาถึง เก็บเงิน คนละ 2 พัน บาท ยกเว้นคนขับ รวม 8 คน เท่ากับ 16,000 บาท ก่อนไปเจ้าของรถต้องเติมน้ำมันที่ปั๊มหน้าบ้านให้เต็มถัง แล้วเราก็เริ่มเดินทางกันเลย รถคันแรกของเรา มี 5 คนคือ 1.ชญานุช 2.ฮ้อน 3.หนุ่ย 4.โป้ง 5.นุช อีกคัน ก็เป็น 1.หน่อย 2.ต้น 3.พี่ว๋ง 4.ติ๊ก 5.แหม่ม 7 โมงกว่า ๆ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี ระหว่างทางแวะ ร้าน 7-ELEVEN ซื้อขนม และกาแฟ ส่วนเบียร์ซื้อไม่ได้ เนื่องจาก ร้านขายที่ปั๊ม จึงงดขาย สถานที่แรกที่ผ่านคือ น้ำตกไทรโยคน้อย เราแวะทานอาหาร เช้ากันที่ร้านตรงที่จอดรถ เอาแรงก่อน และเดินขึ้นไปถ่ายรูปกัน ที่แรกตรงรถไฟ TOP HIT




จากนั้นก็เดินมาดูน้ำตก น้ำไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (ก็มันชื่อน้ำตกไทรโยคน้อยนี่หน่า) แต่ก็พอดูได้ ระหว่างที่ชมน้ำตก (ลืมบอกไปว่าเรา ถอยกล้อง CANON 1000D ลองซะทริปนี้เลย) มีเด็กลูกเสือ,ยุวกาชาด มาเข้าค่าย และทำกิจกรรม ขอลายเซ็น และที่อยู่ พวกเราเลยจัดไปอย่าให้เสีย แหม แต่ละคน ทำเหมือนดาราเลย จริง ๆ สิ






ออกจากน้ำตกไทรโยคน้อย ตามโปรแกรมต้องแวะที่ พิพิธภัณฑ์เขาช่องขาด และป้ายมันปิดกระชั้นชิดไป แถมเจ้าฮ้อนก็ขับรถยังกะบิน ที่แรก ผ่านไปแล้วครับท่าน ที่ต่อไปเป็นน้ำตกไทรโยคใหญ่ ....เอาหวะ ไม่พลาด พอถึงน้ำตกไทรโยคใหญ่ ป้ายแม่งก็กระชั้นชิดอีก เลยอีกแล้ว ทะเลาะกับคนขับฉิบหาย เรื่องขับรถไวเนี่ย ไอ้ที่จะจอดกระท้นหัน ก็กลัวรถคันหลังจะชนตูด จึงต้องตัดใจเลย และโทร.แจ้งคันหลังว่าเลยที่เที่ยวแล้ว จึงสรุปว่าไป อช.ทองผาภูมิ เข้าที่พักเลยละกัน

ก่อนจะถึงอช.ทองผาภูมิ ทางเข้าจะเป็นทางโค้ง ประมาณ 20 กิโล หรือ 339 โค้ง เป็นโหลน เป็นเหลน ๆ ของแม่ฮ่องสอน ซึ่งผ่านมาแล้วตั้ง 1864 โค้ง แต่ท่านผู้อ่านเคยดูรายการ " พี่มันแย่....พี่แพ้ทางโค้ง " มั้ย ขับไปได้สักพัก จะได้กลิ่นเปรี้ยว ๆ ซึ่งน้องหนุ่ยจะคุ้นเคยกับมันดี .....มันคืออะไร หุ หุ มันมาอีกหละ ก็จะเป็นใครไปเสียไม่ได้ มันคือ อจ.นุช ถ้าจำไม่ได้จะแปลชื่อมันให้คือ ไอ้ " อ้วกจัง " มันเอาอีกแล้วครับท่าน ตอนแรกก็ขับนำมาอยู่ดี ๆ ต้องจอดข้างทางให้ อจ. ลงไปปล่อยข้าวผัดที่มันเพิ่งกินไปที่ น้ำตกไทรโยคน้อย
แปลกจังตุ๊กติ๊ก เลิกอ้วก แล้ว แต่ อจ.นุชยังไม่เคยเลิกมันเลย สงสัยต้องพาไปถ้ำกระบอกแล้วมั๊ง 555


จุดชมวิว ก่อนถึง อช.ทองผาภูมิ









และแล้วก็ถึง อช.ทองผาภูมิ แลกบัตร และก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปกับป้ายอุทยาน ไม่ลืมที่จะกระโดดอีกตามเคย ครั้งนี้ สงสัยจะห่างหายจากการกระโดดเสียนาน โดดหลายครั้ง จนเหนื่อยไม่ได้ซะที เล่นเอาเหงื่อออกไปตาม ๆ กัน






เหนื่อยไม่เหนื่อยดูสิ ลงไปวัดพื้นซะ 3 คน 555



เสร็จจากการกระโดดพอหอมปากหอมคอ จึงขับรถเข้าที่พัก ณ บ้านทาร์ซานของเรา รถเข้าไปจอดได้ถึงที่บ้านทาร์ซาน 1 และ 2 ส่วนบ้านของเราคือทาร์ซาน 3 และ 4 ต้องเดินลงไปอีกนิดเดียว ........

















บ้านทาร์ซาน 3 กับ 4 เป็นบ้านที่มีระเบียงเชื่อมติดกัน หลัง 3 จะนอนได้ 3 คน และมีห้องน้ำในตัว ส่วนหลังที่ 4 จะใหญ่กว่า และนอนได้ 5 คน ส่วนห้องน้ำต้องเดินออกมาที่ระเบียง พวกผู้ชาย 3 คนจึงนอนบ้านหลังเล็ก ส่วนผู้หญิงนอนเบียดกันหลังที่ 4




บ้านน่ารักมาก ๆ อยู่บนต้นไม้ ทางอช.เข้าใจปลูกสร้าง เหมาะแก่การมาเป็นครอบครัว ลมพัดเย็นสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงจะหนาวน่าดูบรือออ ....

หลังจากที่นำข้าวของเข้าบ้านพัก ก็ออกไปทานอาหารที่ร้านค้าสวัสดิการ เป็นอาหารจานด่วน แม่ครัวที่นี่ทำอาหารรสจัดมาก ๆ เผ็ดเหลือเชื่อ แต่ทุกคนก็กินกันไม่เหลือ 555 และหลังจากทานเสร็จก็สั่งอาหารสำหรับไว้ทานคืนนี้เลย เพราะตอนเย็น ๆ คนจะเยอะ เดี๋ยวจะได้ช้า ส่วนเจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า ไฟจะเปิดตอน 18.00 น. และปิดเวลา 20.30 น.........ซวยหละสิตะเกียงก็ไม่มี (เกือบจะได้ตะเกียงแล้ว ไปดูที่เดอะมอลล์ มัน 1350 บาท เป็นตะเกียงแบบปั่น แต่...... งบมันน้อย เจ้ามือ (อีหนุ่ย) ไม่อนุมัติ จึงได้แต่มอง แล้วก็มอง ฝากไว้ก่อนเถอะมึงถูกหวยเมื่อไหร่จะไปถอยมึงแน่) และเจ้าหน้าที่ก็แนะนำอีกว่า ให้ไปเที่ยวที่บ้านอีต่อง (เนื่องจากพวกเราขอซื้อน้ำแข็ง แต่ที่ร้านสวัสดิการไม่มี) และหาซื้อแถวนั้น พวกเราจึงนั่งรถของหน่อยไปคันเดียว




แอบหวาน ใกล้ ๆ ร้านค้าสวัสดิการ











เชื่อปละ ว่ากรรมมันมีจริง ไม่เคยเลยจริง ๆ ตั้งแต่เที่ยวมา ที่จะต้องมานั่งกระบะหลัง ครั้งนี้เรากันฮ้อนเป็นครั้งแรกที่ต้องนั่งท้าย สุดยอดหวะ....ทางโค้ง ไปโค้งมา แต่ก็สนุกดี (นึกถึงพวกที่ต้องนั่งหลังเลยเวลาไปเที่ยวทริปก่อน ๆ เก่งจัง)










สถานที่แรกที่เราจอดรถลงเที่ยวคือหมู่บ้านอีต่อง หรือบ้าน 399 (คือ 399 โค้ง) เป็นหมู่บ้าน เล็ก ๆ สงบดี แต่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ปูทะเล ที่ชาวพม่าข้ามมาขาย ตัวโตดี น่ากิน โลละ 140 บาทเอง ถูกจัง แต่พวกเราเพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ เลยไม่ได้ซื้อกลับไปทำกิน และก็นั่งรถต่อขึ้นไปอีกจนถึงเนินเสาธง เป็นเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ซึ่งจะมีพี่ทหารไทย และพม่ามาคุ้มกันอย่างละคน ทหารไทย ยืนเฝ้าตัวเปล่า แต่ทหารพม่าต้องมีปืนกระบอกใหญ่มาด้วย ทุเรศ ใครจะไปทำร้ายเอ็ง แถมยังห้ามถ่ายรูปที่ฝั่งพม่าอีก เชอะ... ไม่เห็นจะอยากถ่ายเลย ถ่ายประเทศของเราจะดีกว่าอีก ส่วนพี่ทหารของเราใจดีมั๊ก ๆ แถมมุขเยอะอีกต่างหาก ช่วยแนะนำว่าต้องถ่ายรูปจุดไหน ถึงจะสวย ต้องไหนต้องถ่ายอย่างไร เล่นเอาขำกระจายเลยทีเดียว




หลังจากเดินขึ้นไปถ่ายรูปที่เสาธงแล้ว พี่ทหารแนะนำให้ไปจุดชมวิว ต้องขับขึ้นเขา 2 โล แถมชันมาก ๆ แต่วิวสวย แต่พวกเราเห็นว่าเย็นแล้ว จึงไม่ไปกลับที่พักจะดีกว่าเพราะกลัวจะมึด ก่อนกลับไม่ลืมที่จะซื้อ น้ำแข็ง เบียร์ และเทียนไข ขึ้นไปด้วย ที่ร้านค้าโกหกเรา บอกว่า เสาร์-อาทิตย์ อช.จะปิดไฟตอน 4 ทุ่ม พวกเราดีใจ เออจะได้เล่นไพ่ได้อย่างสบาย ๆ 4 ทุ่มกำลังดี

เมื่อกลับมาที่บ้านพัก เวลาประมาณ 5 โมงกว่า ๆ มั้ง พวกพี่ว๋ง หน่อย แหม่ม ต้น โป้ง ตั้งวงจั่วไพ่ ป๊อก 8 ป๊อก 9 กันใหญ่ ส่วนตุ๊กติ๊ก กับน้องหนุ่ย คอยเป็นเด็กเสริฟ (มีบางคนบอกว่าอยากเมา จัดให้) ส่วน อจ.นุช ขอไปอาบน้ำก่อน (กลัวน้ำจะหนาว หรือว่าอ้วกติดเสิ้อ 555) หลังอาบเสร็จ ก็เรียกเพื่อน ๆ ไปอาบ แต่ทุกคนก็บอกว่า ไม่กลัวเพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น อาบเมื่อไหร่ก็ได้ หุ หุ หุ ........ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา อากาศเย็น ขึ้น เรื่อย ๆ พอ 18.00 น. ก็สามารถเปิดไฟฟ้าได้ น้องหนุ่ยเลยขอไปอาบน้ำก่อน และแล้ว... ไฟในห้องน้ำเปิดไม่ติด ฮ้อนเลยไปดู ตอนแรกนึกว่าฟิวส์ขาด จึงถอดไปเปลียนที่ระเบียงบ้านผู้ชาย และลองเปิด เอ้า ....ทำไมติดหละ แปลว่าหลอดไม่ขาดนิ ....เลยไปใส่ใหม่ ปรากฏว่าสายไฟไม่แน่น ต้องขยับอยู่หลายที จึงจะติด เฮ้.... เรากับหนุ่ยดีใจกันใหญ่ และหนุ่ยก็ลองเปิดเครื่องทำน้ำอุ่น ทำไมมันไม่ติด จึงเรียกฮ้อนไปดูอีก กดเท่าไหร่ก็ไม่ติด ทำอย่างไร ไฟก็ไม่เข้า และแล้ว.....ไอ้สาด.... เจ้าหน้าที่ตัดสายไฟ ไม่ให้ใช้ สงสัยคงเคยเกิดอันตรายมั๊ง ซวยหละทีนี้ เสือกชะล่าใจนึกว่าน้ำอุ่นจะใช้ได้ และแล้วพวกเราก็อาบน้ำ สุดยอด เย็นมั๊ก ๆ ถ้าเป็นหน้าหนาวจะขนาดไหนเนี่ย




หลังจากอาบน้ำเสร็จ รอเวลา 1 ทุ่ม ก็ไปรับอาหารที่สั่งทำไว้ และนำกลับมาเทกินกันที่หน้าบ้านผู้ชาย มื้อนี้ อร่อยดี กินไปหนาวไป สนุกไปอีกแบบ พอกินข้าวเสร็จ พวกขาไพ่ก็เล่นไพ่กันต่อ ส่วนเรากับหนุ่ย ,โป้งและฮ้อน ตั้งวงกินเหล้าที่ระเบียงด้านนอก กินไปดูดาวไป สวยมั๊ก ๆ ดาวเต็มท้องฟ้าช่างโรแมนติคจริง ๆ พอ 2 ทุ่มครึ่งไฟกระพริบ ๆ ๆ เหมือนจะเตือนว่าจะดับ และแล้ว ไฟก็ดับลง (ร้านค้าโกหกเราบอกว่าปิด 4 ทุ่ม) พวกเราจึงใช้เทียนที่ซิ้อมาจุดต่อ ส่วนพวกวงไพ่เอากับมันสิ ไฟดับมันก็จุดเทียนเล่นกันอีก เล่นได้สักพักวงแตกค่ะ เสียงโวยวายมาจากในห้อง และก็เลิกเล่นกัน ก็เจ้าได้คนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ เสียรอบวง รู้ปละเสียเพราะไอ้ตุ๊กติ๊กมันเข้าไปสวดมนต์ จึงทำให้วงไพ่กระเจิง กันเป็นแถบ ๆ พวกขาไพ่จึงออกมาร่วมวงกินเหล้ากันที่ระเบียง ท่ามกลางแสงเทียน หนาว เป็นระลอก ๆ ทุกครั้งที่ลมพัด กินไป กินมา ดันมีคนถามว่า ในโปรแกรม เขียนทำไมว่าให้นำพระมาด้วย เราจึงบอกความจริงออกไป ว่าบ้าน 2 หลังนี้มีประวัติ ถ้าตกดึกมีคนมาเรียกอย่าขานรับ หุ หุ ให้เงียบไว้ จึงทำให้หลายคนกลัวไปตาม ๆ กัน รวมทั้งเราด้วย

เกือบ ๆ ห้าทุ่ม หรือมากกว่านั้น ก็หยุดกิน เนื่องจากเหล้าหมด เราก็บอกหนุ่ยว่าถ้าเราปวดฉี่ เราจะเรียกนะ ส่วน อจ.นุช ตอนแรกเธอจองที่นอนหน้าประตู เพราะเธอกินเหล้าแล้วต้องเข้าห้องน้ำบ่อย แต่พอเราเรื่อง ผ.. เธอจะขอย้ายที่นอน แต่เมินเสียเถอะ ใครจะยอม 5555

ระหว่างที่นอน ไอ้ห่าเอ๋ย นอนไม่หลับ นอนฟังเสียงลมพัดตลอดเวลา และเหมือนมีอะไรวิ่งตลอด และแล้วก็มีเสียงดังขึ้น มาจากทางด้านขวาของเรา ตุ๊กติ๊กเห็นว่าเราไม่หลับจึงถามเสียงใครวะ เราบอกว่า ไอ้หนุ่ย มันชอบนอนกรน แต่ไอ้หนุ่ย เสือกตอบกลับมาว่า เหี้ยกูยังไม่หลับเลย และแล้วต้นเสียงก็คือ เจ้าแหม่มนั่นเอง ระหว่างที่เราคุยกันอยู่นั้น คนที่นอนหน้าประตูก็ตะโกนมาว่า "ยังไม่หลับกันใช่ไหม ถ้าไม่หลับไปเป็นเพื่อนหนูเข้าห้องน้ำหน่อย" .......... เงียบค่ะ เรา 3 คนเงียบหุบปากสนิท เราสะกิดให้หนุ่ยไปเป็นเพื่อน หนุ่ยบอกว่า "เฮ้ยมันเร็วไป เพิ่งนอนตะกี้เนี่ยปวดแล้วหรือ" กระซิบเบา ๆ หนุ่ยไม่ไป เราจึงกระซิบให้ตุ๊กติ๊กไป ตุ๊กติ๊กบอก " ไอ้ขี้หมา ฉันนอนคนสุดท้ายเลย ทำไมไม่เรียกคนใกล้ ๆ วะ" และแล้วพวกเราก็เงียบอีก อจ.นุช จึงโมโหมั๊ง " ไม่ไปกันใช่ใหมหนูไปคนเดียวก็ได้" 555 แล้วคืนนั้น ก็ผ่านไป นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ สงสัยเป็นเพราะกินโค้กมากไปกระมั๊ง เพราะโค้กกับเป็ปซี่ จะมีกาเฟอีนผสมด้วย ฮ้า ๆๆ เป็นวิชาการก็ได้นะเรา


เสียงคอนเสริต์จากป้าเบิร์ด ดังมาจากมือถือนังหน่อย ทำให้ทุกคนต้องลุกจากที่นอน ล้างหน้า, ล้างตา (ไม่อาบน้ำหรอก เพราะว่าบ่าย ๆ วันนี้เราจะไปอาบน้ำตกกัน ) และเราก็ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหน้าระเบียงบ้าน ช่างเป็นภาพที่สุดบรรยาย จริง ๆ ถ่ายรูปกับพระอาทิตย์กันยกใหญ่ ก่อนที่จะอพยพ ย้ายพลพรรค ไปถ่ายรูปที่เนินกุดดอยกัน คนไม่มี เนื่องจากนักท่องเที่ยวเค้ามาถ่ายกันไปหมดแล้ว 555 เหลือแต่พวกเรา ก็ดี ไม่มีใครมารบกวน



บนบ้านทาร์ซาน 1 บ้าง (ทาร์ซาน 1 เป็นบ้านตัวอย่าง ไม่ให้พัก แต่ขึ้นไปชมได้)




กลับจากถ่ายรูป ก็ต้มมาม่า + กาแฟ อาหารยอดฮิต ติดตัวไปด้วยทุกทริป ไม่มีไม่ได้ เพราะประหยัด และก็ได้บรรยากาศด้วยแฮะ กินเสร็จ เจ้าเริ่มลงอีกแล้ว วันนี้เราได้มา 60 บาท โชคดี จริง ๆ เพราะตั้งแต่เล่นไพ่มาไม่เคยได้กับเค้าเลย

สาย ๆ เก็บข้าว เก็บของ กระโดดให้ชุ่มปอด หน้าบ้านทาร์ซาน 2 ก่อนจะออกจาก อช.ทองผาภูมิ เพราะจะไปอาบน้ำพุร้อนกัน















มองทำไมว๊ะ.....

เรานำจาน ชาม ที่เช่าร้านสวัสดิการไปคืน ยังไม่ลืมที่จะถามหาเจ้าแจ๋วแหว๋ว แต่แล้วก็พลาดอีก เมื่อเช้าเจ้าแจ๋วแหว๋วมา แต่ตอนนี้ บินไปแล้ว ว้า....เสียดายจัง สงสัยต้องมาแก้ตัวแล้วมั๊ง


ก่อนออกจาก อช.เพื่อแลกบัตร มีนักท่องเที่ยว ตี๋ ๆ น่ารักเชียว ขอติดรถไปลงในเมืองด้วย (ทองผาภูมิ) เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องผ่านอยู่แล้ว เราจึงให้นั่งติดรถ (กระบะหลัง) ระหว่างทางที่ขับ พวกเรา บอกให้ไอ้ฮ้อนขับเบา ๆ อย่าเหวียงแรงเดี๋ยวน้องเค้าจะแย่ รถคันหลังของเจ้าต้น นินทากันยกใหญ่ แม่ง พอมีผู้ชายนั่งไปด้วย ไอ้ฉิบหายขับซะนุ่มเชียว ทีตอนผู้หญิงนั่ง แม่งขับยังกะจะบิน 5555 แต่พอรถขับไป เรื่อย ๆ เราก็คิดว่า ทำไมเค้าไม่เคาะให้รถจอด ทั้งที่เลยทองผาภูมิมานานแล้ว พอใกล้จะถึง ไทรโยคใหญ่ เสียงเคาะดังมา เราจึงจอดให้ลง ปรากฏว่า เลยแล้วหละ เค้าก็ไม่รู้เส้นทาง เราก็ไม่รู้ แต่เค้าก็ขอบคุณแล้วก็คงโบกรถต่อไปอีก บ๊าย บาย นะจ๊ะ พ่อหนุ่มน้อย

ถึงน้ำพุร้อนหินดาด เกือบเที่ยง หิวกันมาก จึงเข้าไปทานข้าวเหนี่ยว ส้มตำ น้ำตกกัน เอาแรง ก่อนไปอาบน้ำแร่ จ่ายค่าเข้าคนละ 10 บาท น้ำพุร้อนมี 3 บ่อ (บ่อพระสงฆ์ ,บ่อเด็ก ๆ ตื้น ซึ่งน้ำไม่ค่อยร้อน , และบ่อน้ำร้อน) นักท่องเที่ยวเยอะมาก โดยเฉพาะพวกฝรั่ง นุ่งบิกินี่ ตัวแดง ๆ อาบกันเยอะแยะเชียว แต่ละคนอย่าให้เซส ต้องไปดูเอง พวกเราไม่พูดพร่ำ ทำเพลง ถอดรองเท้า เอาเท้าจุ่มทันที อู๊ย.....ร้อนจัง โดยไม่อ่านกฏระเบียบเลย เค้าต้องแช่น้ำเย็นก่อน ค่อยแช่น้ำร้อน แฮะ ๆๆๆ ผิดสูตรไปนิด แต่ก็ให้อภัยกันนะ พวกผู้หญิงไม่มีใครลงอาบ ได้แต่แช่เพียงแค่เท้า สบายดีจัง เราอยากอาบนะจะได้หายปวดเมื่อย แต่ไม่มีพวก จึงเก็บเอาไว้ก่อน คราวหน้าไม่พลาดแน่ ส่วนเจ้าโป้ง จอมเมื่อย ถอดเสื้อลงอาบคนเดียว อิจฉามันหวะ....อยากเกิดเป็นผู้ชายจัง จะทำอะไรก็ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนผู้หญิงเล้ย... พวกเรา แช่น้ำร้อน และสลับน้ำเย็น ครบ 3 ครั้ง แล้วจึงออกจากน้ำพุ ตอนแรกจะไปน้ำตกอีกที่ใกล้ ๆ แต่เปลี่ยนใจกลับบ้านดีกว่าเพราะกลัวจะมืด











ขากลับก็แวะร้านวิมล เพื่อซื้อของฝาก และตรงบ้านแพ้ว เจอตำรวจเรียกตรวจ ซะละเอียดเชียว สงสัยจะเห็นได้หนุ่ย กับไอ้โป้ง ใส่เสื้อเหลือง (วันนี้พันธมิตรจะนัดรวมตัวกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะยึดสนามบิน) ตำรวจค้นรถ เจอมีดดาบสนิมเขรอะ ๆ ของไอ้ฮ้อน ดีนะที่ไม่โดน ส่วนเราก็เปิดช่องใส่ของ ส่องไฟเข้าดู และก็ปล่อยไป และพวกเราก็มารวมพลกันที่ปั๊มน้ำมันหน้าบ้านตุ๊กติ๊ก เติมน้ำมันเต็มถัง และเคลียค่าใช้จ่ายทั้งหมด 7,848 บาท (โค้ก,มาม่า,กาแฟที่เดอะมอลล์ 238.- ส้ม,แอ็ปเปิ้ล 100.- ขนม,กาแฟ,ที่ปั๊มน้ำมัน 244.-
น้ำมันรถฮ้อน 450.- น้ำมันรถหน่อย 416.- ก๋วยเตี๋ยว,ข้าว ที่ไทรโยกน้อย 300.- ค่าเช้า อช. 10 คน @ 20 เป็น 200.- ค่าบ้านพัก 2 หลัง 2,200.- ค่าข้าวกลางวันที่ร้านค้าสวัสดิการ 500.- เบียร์,โซดา 240.- น้ำแข็ง 60.- อาหารค่ำสั่งจากร้านค้าสวัสดิการ 610.- ค่าอาบน้ำพุร้อน 10 คน @ 10 เป็น 100.- ข้าวเหนียว,ส้มตำ 810.-
น้ำมันรถฮ้อน 740.- น้ำมันรถหน่อย 640.- (น้ำมันรถราคาลิตรละ 22.64 บาท )รวม 7,848 เก็บได้ 16000 บาท เหลือ 8,152 บาท คืนคนละ 1,000 บาท (เท่ากับงานนี้ ออกคนละ พัน ถูกแสนถูก จริงปละ) ส่วนเศษ อีก 152 บาท เราจะเก็บไว้ซื้อแผ่น ซีดี ไว้ไรท์รูปทั้งหมดให้เพื่อน ๆ และแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน โดยสวัสดิภาพ .......ไว้เจอกันใหม่ ทริปเที่ยวน่าน.....บ๊ายบาย

วันอังคาร, พฤษภาคม 27, 2008

แพไพลิน

mookda9981: แพไพลิน

วันศุกร์, พฤษภาคม 23, 2008

แพไพลิน

วันวิสาขบูชาที่ผ่านมา (19 พฤษภาคม 2551) เป็นวันหยุดของเรา และของฮ้อน แต่ที่พลุ๊คมาก ๆ คือ INDEX ก็ดันมาหยุดด้วย ส่วนนังหนุ่ย มันหยุดตลอดแหละ 555 จึงตกลงใจกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี และคิดที่จะไปเลี้ยงส่ง ตุ๊กติ๊กด้วย ที่ลาออกจาก BFT ดังนั้นจึงชวนสมัครพรรคพวก ได้ 8 คน SET เดิม มีแต่ อจ.นุช ที่กลับเข้ามาทวงที่นั่งเดิม และแทนที่เจ้าต้น ที่ไม่ได้ไป (บริษัท บ้านนอกก็อย่างนี้แหละไม่หยุด ฮิ ๆ)

ตอนแรกกะว่าจะไปเขื่อนเขาแหลมกัน ไปดูสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และวัดที่อยู่ใต้น้ำ แต่สอบถามระยะทางไปแล้ว ต้องขึ้นเขาบ้างและทางโค้ง คล้าย ๆ กับแม่ฮ่องสอน และช่วงที่จะไป พายุ เอย มรสุม เอย เข้ามาเต็มไปหมด (โดยเฉพาะประเทศพม่าเพื่อนบ้าน โดนพายุนาร์กีสเข้า คนตายเป็นหมื่น ตอนนี้เป็นแสนแล้วมั๊ง ก็รัฐบาลมันชั่ว ไม่ยอมออกวีซ่าให้ประเทศไหน เข้าไปช่วย คนจึงตายเยอะแยะ อู๊ย....ลืมตัว นี่ Blogger ท่องเที่ยวออกนอกเรื่องแล้ว) จึงเปลี่ยนสถานที่ใหม่ เนื่องจากต้องนั้งกระบะท้ายไป 3 คน จึงเลือกเขื่อนศรึนครินทร์ดีกว่า ระยะทางไปแค่ 3 ชั่วโมง ถ้าจะเปียกก็นิดหน่อย ก่อนจะถึงวันไป โครตเครียดเลย ดูพยากรณ์อากาศแทบทุกวัน กลัวจะไปไม่ได้ (โอนเงินมัดจำไปแล้ว ยกเลิกก็ไม่ได้) เจ้าหน่อยก็โทรมาถามว่าจะอันตรายไหม กลัวน้ำป่าไหลหลาก เราก็กลัว ใกล้ ๆ จึงโทร.ไปที่แพ ผญ.ชาญ ก็บอกว่าฝนตกนิดหน่อย และทาง อุทยานก็ไม่ได้ประกาศว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไปได้ และรับประกันว่าถ้าไปแล้วไม่ได้เล่นกิจกรรม จะคืนเงินและให้เที่ยวฟรี ๆ จึงค่อยสบายใจหน่อย แต่แปลกไหมทุกคนห่วงเรื่องน้ำป่า มีแต่ สว.ว๋ง ถามอย่างเดียวคือ รถออกกี่โมง (ใจเกินร้อย หรือไม่เคยเปิดทีวีดู 5555)

เช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 ตื่นแต่เช้าไปรับ ไอ้หนุ่ย กับเจ้าโป้ง เวลา ตีห้าครึ่ง (อีหนุ่ยมาช้าไปประมาณ 5 นาที) รับเสร็จ ก็ ขับไปรับ ฮานอย กับ อจ.นุช ฝั่งตรงข้าม ประมาณ 6 โมงเช้า และ ไปรับ สว.ว๋ง ที่ท่ารถ ทุกคนคิดว่า สว.ว๋ง ต้องใส่เสื้อสีแดง แต่ผิดคลาด ถอยเสื้อผ้าใหม่ สีน้ำตาล... ส่วนอาหารเช้าได้ซื้อหมูปิ้งและข้าวเหนียว + น้ำ ไปทานระหว่างทาง จากนั้นก็ไปรับตุ๊กติ๊กคนสุดท้ายที่บ้าน พอไปถึงหน้าบ้าน มันจำรถเราไม่ได้หรืองัยวะ ลุกขึ้นยืน ดู และก็นั่ง แล้วก็ลุก ต้องเปิดกระจก ถึงค่อยจำได้ ให้ตายสิ ติดหลังคาแบบนี้ ยังจำไม่ได้ สงสัยต้องไปเที่ยว บ่อย ๆ ถึงจะจำแม่นกว่านี้ จากนั้น ก็มุ่งหน้าสู่ แพไพลิน... ลิน.... ลิน

ขาไป มี 3 คนนั่งหลังคือ เจ้าโป้ง นังหนุ่ย และ อจ.นุช (ตอนแรกเป็นตุ๊กติ๊ก แต่ อจ.นุชมันแฮ้งค์ จากเมื่อคืน ไม่รู้ เป็น ตัวเงิน ตัวทอง อะไร จะไปเที่ยวที่ไร แม่งเป็นอย่างนี้ทู๊ก ทีสินะ) ระหว่างทางไปไม่มีแดดออกเลย เพราะฝนเหมือนจะตก และบางช่วงก็ตกหนัก จึงแวะปั๊ม และจัดแจงคลุมผ้าใบ กันเปียก แต่ข้างหลังบอกว่าไม่เป็นไร กระเด็นนิดหน่อย เพราะฝนมัน ตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ ๆ แต่ที่ไม่หยุด คือ อจ.นุช นี่แหละที่ อ๊วก.....อ๊วก แม่ง ไม่หยุด และนี่แหละคือที่มาของ อจ. (อ๊วกจัง) 5555


ถึงที่แพไม่ไม่ถึง 10 โมงดีนัก นั่งรอที่ท่าเรือท่ากระดานซักพัก ก็มีเรือหางยาวมารับ และนั่งเรือต่อไปที่แพประมาณ 20-30 นาทีก็ถึงแพที่พัก














เรามาถึงแพก่อนเวลา... จริง ๆ แล้วต้องประมาณเที่ยงตามโปรแกรม ดังนั้นจึงต้องรออาหารเที่ยง แม่ครัวกำลังทำ ช่วงรออาหารและเข้าแพที่พัก ก็แน่หละถ่ายรูปนะสิ เราเดินขึ้นไปถ่ายรูปที่ ลานอาหาร กันซะหลายภาพ วิวสวยดี












แต่มีอยู่ 2 คน มันไม่ได้หลับได้นอน กันมาหรืองัย ถึงได้ง่วงนอน จัง นั่นก็คือ สว.ว๋ง และ ไอ้ฮ้อน นั่งตรงไหนนอนตรงนั้น โดยเฉพาะ สว.ว๋ง นั่งที่แพอาหาร โต๊ะไหน ก็พุบนอน โต๊ะนั้น ขึ้นมาที่ลานข้างบน ก็นอน ที่เก้าอี้นั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมอบตำแหน่ง สว. (สูงวัย) ให้เลย กกต. อนุมัติแล้วจ้า......

จากนั้นก็ทานอาหารเที่ยง และก็รอนักท่องเที่ยว(กรุ๊ปชลบุรี) ก่อนหน้าเรากลับ บ่ายโมงก็แล้ว แม่งกลับจากไปน้ำตกเสือกเล่นน้ำกันต่ออีก (โดยเฉพาะพวกผู้หญิง อาบน้ำแต่งตัวนานจะตาย) แย่จัง...ไม่รู้เวล่ำ เวลา เอ้าเข้าไป นินทากันเข้าไป โดยหารู้ไหมว่า หัวหน้ากลุ่มที่พาพวก (กรุ๊ปชลบุรี) ฮิ ๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะเรา แป๋ว.......


ช่วงที่รอก็ทำอะไรหละ ก็ไปถ่ายรูปกันอีกที่ แพของนักท่องเที่ยว ถ่ายได้ไม่กี่รูป ทำไมมัน memmory เต็มวะ ได้แค่ 26 ภาพเอง จึงดูกล้องกันใหญ่ ตอนหลังค่อยถึงบางอ้อ....แม่เจ้าประคูณ ฮานอย ก่อนมาชาร์ตแบ็ตมาเต็มที่ แต่ดันเอา memmory ออกซะงั้น ....จึงถ่ายได้แค่นั้น ให้ตายเถอะ ไปเที่ยวทีไร มันเป็นอย่างนี้ทุกที ขอนินทาหน่อย ตอนซื้อกล้องครั้งแรก (ปางอุ๋ง) แบ็ตหมด ก็โอเคเพราะนอนเต้นท์ตลอด จึงไม่มีไฟฟ้าชาร์ต พอเที่ยวครั้งที่ 2 ไปเขื่อนแม่งัด นอนบ้านพักทุกคืน บอกมันนะ ว่ามีที่ชาร์ต เพื่อนเข้าใจว่า ที่บ้านมีที่ชาร์ต ไม่เอาที่ชาร์ตไป คิดว่ามีที่ชาร์ตให้ ดูมันทำ.... แบ็ตหมดอีก พอมาครั้งนี้ ไปแค่คืนเดียว จึงชาร์ตเต็มที่ แต่ไม่เอา mem ไป สุดยอด ...... เป็นแผนเปล่าวะ ที่จะต้องไปแก้ตัวบ่อย ๆ ทะเลาะกันใหญ่ แต่ก็สนุกดีไปอีกแบบ รสชาติของชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ จะได้มีเรื่องเก็บไว้ในความทรงจำ



หลังจากนักท่องเที่ยวกลับไปแล้ว ก็ได้เข้าที่พักซะที วางกระเป๋า เสร็จ บางคนเปลี่ยนเสื้อผ้า กระโดดลงน้ำกันเลย เราคนแรก ขอเก็บภาพก่อนนะ...





ต่อไปก็เป็นการกระโดดของแต่ละคน


น้ำเย็นชื่นใจ ลงไปตอนแรก ๆ หนาวเลยแหละ และก็ไม่พลาดที่จะปีนขึ้นไปที่หอคอย เพื่อจะกระโดดแล้วนะ ช่วงที่ปีนขึ้นไปข้างบน ใจเต้นแรง ตื่นเต้นวะ เจ้าโป้งกระโดดคนแรก ตุ๊กติ๊ก เป็นคนเก็บภาพ กับเจ้าฮ้อน เพราะไม่ได้ลง พอเจ้าโป้งกระโดดเสร็จ เกี่ยงกันใหญ่ ว่าใครจะไปก่อน (ก็แหมเจ้าโป้งเกร็งซะอย่างนั้น กลัวเลยเรา สังเกตมัดกล้ามที่หัวไหล่สิ 555) ท่าแรกท่ายืนนะจ๊ะ


...... มึงก่อนดิ...

อันที่ 2 เป็นแบบนั่งคู่ แบบนี้ไม่ค่อยน่ากลัว สบาย ๆ ลงก็นิ่ม ชิว ๆ วะ










ตุ๊กติ๊กอดใจไม่ไหว ขอเล่นบ้าง


อันดับ 3 แบบนั่งบุ้งกี๋ (แบบนี้เราเสียววะ ตอนลง) อันนี้ สว.ว๋ง กระเด้ง 3 ทีแหนะกว่าจะถึงน้ำ ฮ้า ๆๆๆ



อันดับ 4 แบบนั่ง บนเหล็กท่อนเดียว และมีที่จับ ไม่ได้ถ่ายภาพ เพราะลงน้ำไปฝั่งตรงข้ามแพ อันนี้ เรากับหนุ่ยไม่ได้เล่น ก็หนุ่ยบอกว่านั่งไม่ถึง จึงขอเล่น

อันดับ 5 แทน แบบจับที่เหล็กด้วยมือทั้งสองข้าง (โหนเหล็ก) หนุ่ยอยากรู้ว่าจะรับน้ำหนักตัวได้หรือไม่ เจ้าหนุ่ยลงไปแล้ว ก็เหลือเราคนเดียว ทุกคนอยู่ในน้ำหมด ตาเราแล้ว เอาก็เอาวะ แต่พอทีมงานสาวที่จับขึ้นมา เราตัวเตี้ย ไม่ใช่.... ที่โหนมันสูงเกินไป เราโหนไม่ถึงจึงบอกว่าไม่เป็นไร (ในใจก็ไม่กล้าเล่นแล้ว)ไม่เล่นก็ได้ แต่พอหันหลังกลับ อยากจะบ้าตาย ได้เด็กบ้า...มันยกเก้าอี้มาให้เรายืน ซวยหละสิกู ไม่โดดไม่ได้แล้ว เป็นงัยเป็นกัน จึงขึ้นไปกระโดด (ระหว่างที่โหนตัวลงมานึกถึงมิตร ชัยบัญชา เลยว่าทำไมถึงตกจากเฮลิคอปเตอร์) เหอะ....พอแล้วเรา ไม่เอาแล้ว หลังจากนั้น เพื่อน ๆ ก็เล่นกันต่อ พอเวลาบ่าย 3 โมง ก็ขึ้นไปนั่งแพกันทุกคน รวมทั้งกลุ่ม นครปฐม ด้วย (บริษัท UFC) บริษัทฯนี้ท่าทางจะเลี้ยงลูกน้องดี ก็แต่ละคนหุ่น เงี้ย สุดยอด (สว.ว๋งแอบกระซิบกับเราว่า กลุ่มนี้มา หุ่นพี่ผอมไปเลยถนัดใจ) ....ลืมบอกไป ว่า ขณะที่เล่นอยู่ในน้ำ สว.ว๋ง บอกว่าง่วงนอน ให้ตายเถอะ.....พระเจ้า......











แพลากพวกเราออกไป ประมาณ 20 นาที ช่วงแรกก็ตื่นเต้นดี พอลากออกไปก็เฉย ๆ แต่มีนะ.... มีอยู่คนนึ่ง เอ็กซ์ไซด์ติ้ง น่าดู เล่น บิ๊วอารมณ์ อยู่คนเดียว
ดูจากภาพก็น่าจะรู้ 555 หนุ่ยหันหามามองเรา และมองคนอื่น ๆ ทำไมเค้านั่ง สบายจัง ทำไมคนหัวแพมันเป็นอย่างนั้น แถมหันมาตะโกนอีกนะ ว่าขาจะหลุด แล้ว เหมือนจะโมโห หรือว่ามันกำลังสนุกอยู่ก็ไม่รู้ .....



จากนั้นแพก็พาพวกเรามาจอด เฉย ๆ และให้เดินขึ้นไปเที่ยวบนเขา แต่ไม่มีใครขึ้นเพราะไม่ได้ใส่รองเท้ามา เจ็บเท้า นะ จึงเล่นน้ำกันตรงนั้น แหละ ให้เวลาเล่น 30 นาที ขากลับ จึงเขยิบถอยหลังออกมา เพราะคนหัวแพ มันจะจมอยู่ใต้น้ำ ต้องถอยหลังออกไป ถึงจะสบาย เหมือนคนอื่น ๆ เค้า ขากลับเจ้าโป้ง เลยนั่งแบบสบาย ๆ ไม่ทำท่าสนุกสนานเหมือนขามาเลยวุ้ย















กลับจากล่องแพเปียก ก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากัน และเจ้าฮ้อนที่ไม่ได้ลงเล่นน้ำ ก็เอาแต่นอน.... นอน... และก็นอน อย่างเดียว เบ็ดที่เช่ามาตกปลาก็ไม่ได้ตก จนกระทั่งเจ้าโป้งขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามองลงมาข้างล่างเห็นปลาว่ายเต็มไปหมดข้าง ๆ แพ จึงให้ อจ.นุช ลองตกดู และแล้วคนทำบาปกรรมคนแรกก็เริ่ม ปลาตัวแรกติดเบ็ดขึ้นมา ทุกคนตื่นเต้น แต่ก็ปล่อยมันกลับไป และเจ้าฮ้อนเห็นว่า อจ.นุชได้ปลา จึงตกบ้างปรากฏว่าได้มาอีกหลายตัว จึงตกกันใหญ่ และไปขอยืมเบ็ดมาอีก 1 คัน (แต่ตกไม่ได้เลย) ตกกันหลายคน เช่น เจ้าโป้ง ตกเกือบได้ปลาตัวใหญ่ แต่เบ็ดเอาไม่ไหวสายเบ็ดขาด (ไม่รู้ปลาตัวใหญ่ หรือเกี่ยวขอนไม้ก็ไม่รู้ ฮิๆๆๆๆ) ส่วนฮานอยก็ลองตกกับเค้าบ้าง ไม่ได้ซักตัว แถมเอาเหยื่อให้ปลากินไปเปล่า ๆ ปี้ ๆ สรุปเย็นนี้ได้ปลามาหลายตัวเหมือนกัน









อาหารเย็นเริ่มเวลา 1 ทุ่มตรง เราหิวมาก ๆ ก็เล่นน้ำกันซะเหนื่อยเลย เดินขึ้นไปทานอาหารเย็นกันที่ลานอาหารข้างบน ทานกันไปชมพระจันทร์ กันไป สวยมาก ๆ เวลาที่แสงจันทร์ กระทบกับผิวน้ำ (สงสารคนบางคนที่มีแฟนแต่ไม่ได้นำแฟนมา มิอย่างนั้นอาจไม่ทานข้าวเย็นแล้วไปนั่งชมจันทร์กันสองคนก็ได้ 5555)
รสชาติอาหารเย็นก็ใช้ได้ แถมมีเมนูพิเศษคือปลาทอดกระเทียมที่ เจ้าฮ้อนตกมาได้ อร่อยดี ขอบอก
งานกลางคืนทีมงานจัดให้มีการเปิดงานรอบกองไฟด้วย และมีการร้องคาราโอเกะ สลับกัน ที่ละกรุ๊ป คืนนี้มี 3 กรุ๊ป เพิ่มมาอีก 1 คือกรุ๊ป แพ 2 (ระยอง) มากันแค่ 2 คน (ผัวเมียหรือ แอบเป็นกิ๊กกันหรือเปล่า อจ.นุชสงสัย) แพ 1 (UFC) น่ารักดีนะ ร้องเพลงเพาะดี เป็นเพลงแนวพวกเราด้วย สนุกดี และมีการเรียกให้ออกไปร้องโต๊ะละ 2 เพลง ดีนะที่โต๊ะเรามีนักร้อง 2 คน คือน้องหนุ่ย และตุ๊กติ๊ก ช่วยชีวิตเอาไว้ ไม่งั้นแย่แน่ ๆ อายเค้าตาย (ลืมบอกไป ว่า สว.ว๋ง เอาอีกแล้ว นั่งแป๊ปเดียวขอตัวไปนอน ก่อน สงสัยงานนี้เธอจะเป็น สว. หรือเป็นบังอร กันแน่เนี่ย) เกือบ ๆ 4 ทุ่มพวกเราก็ขอตัวกลับที่พักเพื่อพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นกันต่อ











เช้าวันใหม่ ตื่นขึ้นด้วยความสดใส ชื่นบาน ล้างหน้า แปรงฟัน (แต่ไม่อาบน้ำ) พอ 6 โมง ครึ่ง เดินขึ้นไปดื่มกาแฟ + อาหารเช้า (ไข่ดาว,ไส้กรอก,ข้าวต้มเครื่อง) ทานเสร็จก็เตรียมตัวเวลา 8.00 น ต้องนั่งเรือไปอช.เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อเล่นน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น นั่งเรือไป ประมาณ 1 ชั่วโมงถึง อช. จ่ายค่าเข้าคนละ 40 บาท และค่ารถ 100 บาท รถขับขึ้นไปแป๊ปเดียว (เสียดายเงินเหมือนกัน แต่ทำงัยได้เวลาเราจำกัด ถ้ามาเองเดินขึ้นไปเองก็ได้) รถพาเรามาถึงชั้น 4 คือฉัตรแก้ว สวยมาก ๆ ค่ะ (ชั้นนี้สวยที่สุด) พวกเราทั้ง 3 กลุ่ม ก็เดินขึ้นไปที่ชั้น 5 ระยะทาง 400 เมตร จนพบชั้นที่ 5 คือไหลจนหลง โอ้ โห.....ถึงกับตะลึง (อยากรู้ต้องไปดูด้วยตาตัวเอง) พวกเราทั้งหมด 21 คน ถอยหลังกลับดีกว่า (ไม่ใช่ไม่สวยเวลามันน้อย เอาไว้มาแก้ตัวงัยจ๊ะ)











ทำไปได้.......

เดินลงมาชั้น 4 และเล่นน้ำกัน ชั้นอะไรจำไม่ได้แล้ว น้ำเย็นมาก ๆ สนุกสุดเหวี่ยง ไปเลย งานนี้ ตุ๊กติ๊กไม่ลงเล่น จึงต้องเป็นตากล้องจำเป็น (สงสัยเป็นโรคกลัวน้ำ..เย็นนะ) เล่นน้ำไป แต่ก็มิวายที่จะกระโดดเหมือนเคย

เล่นน้ำเสร็จก็จะเดินเลาะลงไปเรื่อย ๆ จากชั้น 4 ไปถึงชั้น 1 ระหว่างทางเดินลง ฉิบหาย หละสิ ไอ้เวรฮ้อน เสือกง่วงนอนมั๊ง ฝากกล้องกับตุ๊กติ๊ก และบอกว่าไปรอที่รถ (แต่มันไม่รู้ว่าเราเดินลง ถ้านั่งรถลงต้องเสียอีก 100 บาท แถมไม่ได้เห็นน้ำตกอีกด้วย จึงต้องให้เจ้าโป้ง เดินขึ้นไปตาม งานนี้มันนี่ระทวย จริง ๆ หวะ)

ชั้น 3 วังหน้าผา ก็สวย ชั้น 2 ม่านขมิ้นก็งาม ชั้น 1 ดงว่านก็ใช้ได้ สรุปได้ว่าน้ำตกที่นี่สวย ประทับใจดี ค่ะ มีโอกาส จะมานอน ที่ อช. และจะเล่นให้หน่ำใจมาก กว่านี้แน่นอน นะจ๊ะ











เวลา 11.00 น ออกจากน้ำตกกลับแพที่พัก พอถึงแพก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี พอทานอาหารเที่ยงเสร็จ ทางทีมงานแจ้งกำหนดว่าจะกลับ เวลา 14.00 น. (พอดีไม่มีนักท่องเที่ยวต่อจึงเช็คเอ้าท์ช้าได้) ก่อนจะจบ จะเฉลยนะว่าทำไมกรุ๊ปแรกก่อนหน้าเรา ที่กลับจากน้ำตกแล้วยังกระโดดน้ำต่ออีก ที่พวกเราด่าใหญ่เลย แต่พวกเราก็เป็นเหมือนกัน ทานข้าวเสร็จก็ยังกระโดดน้ำเล่น แถมกระโดดหออีก (โดยเฉพาะ สว.ว๋ง เล่นไม่ยอมเลิกเชื่อเลย) ส่วนเรา อจ.นุช และ ตุ๊ยหนุ่ย ไม่ลงเล่นน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและมานั่งถอนกันต่อ ระหว่างรอพวกเล่นน้ำ เวลาเหลืออีกนิดหน่อย จะบ่าย 2 โมงแล้ว ยังมีนักพนัน 3 - 4 คน ยังเล่น ปิงโกอีกแหนะ



ส่วนเราไปเคลียค่าใช้จ่ายกับ ผช.ชาญ ค่าใช้จ่ายคนละ 850 บาท บวกค่าน้ำแข็ง,โซดา,แป๊ปซี่ รวมเป็น 7,130 บาท และนักท่องเที่ยวทั้งหมดก็ลงเรือกลับทิ้งไว้แต่ความทรงจำดี ๆ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมาเที่ยวที่....แพไพลิน .....

ขากลับ อจ.นุช ขอรับอาสานั่งหลังแทนตุ๊กติ๊ก (แสดงสปีริต หรือเปล่า กลัวตุ๊กติ๊กจะท้องอ่อน ๆ แต่ไม่ใช่นะ เพราะว่ามันยังแฮ้งค์อยู่เลย อ๊วก ตลอดทาง) ระหว่างทางขากลับ แดดออกเปรี้ยง ๆ ไม่เหมือนขามา ...ทริปหน้าต้องแล้วแต่ดวงว่าขาใหน จะดวงดีนั่งแล้วไม่เจอแดด...) ระหว่างกลับแวะซื้อของฝากที่ร้านแก้ว และทานก๋วยเตี๋ยวต้มยำ (อจ.นุช แดก 2 ชาม สงสัยจะอร่อย ) และแวะ ส่งรายทาง เริ่มจาก ส่งตุ๊กติ๊กก่อน แล้วตามด้วย สว.ว๋ง พร้อมกับ ก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม ที่ อจ.นุช แดกไปที่ร้านแก้ว ฝากไปทิ้ง พอส่งเสร็จ ขับออกมาได้ซักพัก ฮานอยที่นั่งข้างหลังคนเดียว เคาะรถใหญ่ เราจึงรีบจอด ปรากฏว่า สว.ว๋ง ไม่ได้เอากระเป๋าตัวเองลง แหม... พอถึงบ้านปุ๊ป หยิบของฝากได้ ทิ้งกระเป๋าตัวเองเชียวนะป้า......

จากนั้นก็ส่ง ฮานอย กับ อจ.นุชที่โรงงาน (มีคนบางคนมารอและรับใครบางคนไปหาหมอตาด้วยหละ .....เอ๊.เป็นโรคตาอักเสบ หรือตาบอดเพราะรักเด็กกันแน่วุ้ย)

จากนั่นเหลือ 4 คน แวะทานข้าวเย็นกันที่ร้านประจำของเรา (ฮาเลลูยา) ก่อนไปส่ง ตุ๊ยหนุ่ย และเจ้าโป้ง และกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ...... ลืมแจงค่าใช้จ่าย เก็บ 7 คน @ 1400 บาท ค่าแพทีพัก+เครื่องดื่ม 7130

บาท ค่าหมูปิ้ง+น้ำ 140 ค่าน้ำมันรถ 1700 บาท ค่าเข้าอช.320 บาท ค่ารถ 100 บาท ค่าน้ำดื่มขึ้นน้ำตก 40 บาท ค่าขนมลงจากน้ำตก 135 บาท ค่าก๋วยเตี๋ยว 222 บาท รวมเป็น รวมค่าใช้จ่าย 9787 บาท เก็บเงินได้ 9800 บาท งานนี้กำไร 13 บาท กินไปได้ หลายเดือน สงสัยต้องลาออก มาจัดทริปดีกว่า กำไรเห็น 555

โอเคจ๊ะ .....จบทริปด้วยความประทับใจ อีก หนึ่งทริป ....... เจอกันทริปหน้า......บ๊าย บาย....

วันอังคาร, เมษายน 15, 2008

อช.เขาสามร้อยยอด

อช.เขาสามร้อยยอด

วันจันทร์, เมษายน 14, 2008

อช.เขาสามร้อยยอด

สงกรานต์ปีนี้ ตั้งใจว่าต้องไปพักผ่อนชาร์ตแบ็ตเสียหน่อย จึงได้เลือก อช.เขาสามร้อยยอด เป็นที่พักผ่อน ก่อนอื่นต้องเข้าไปจองบ้านพักออนไลน์ได้ห้องคูหา (ลืมบอกไปต้องเข้าไปจองล่วงหน้า 60 วัน แบบว่ากลัวคนอื่นแย่งนะ) Trip นี้ไปกันแค่ 4 คน คือ นุช, ฮ้อน,หนุ่ย และ โป้ง ออกเดินทาง เช้าวันที่ 13 เมษายน 2551 เวลา 6.00 น. แวะตลาดมหาชัย เพื่อซื้ออาหารทะเลไปทำกินที่นั่น และแล้วเราก็ได้ 1. เจ้ากุ้งนาง 1 กิโล @ 180 บาท 2. กุ้งขาว 1 กิโล @ 150 บาท 3. ปูม้า 1 กิโล @ 230 บาท และ 4. ปลาหมึก ครึ่งกิโล ราคา 65 บาท จากนั้น ก็มุ่งหน้าสู่จุดหมาย

พอนั่งรถมาถึงเขาย้อย ตอนแรกกะว่าจะแวะทานข้าวราดแกง กับกาแฟ ร้อน ๆ เสียหน่อย แต่พอมาถึงคนเยอะมาก ทั้ง 2 ร้าน และก็เข้าซ้ายไม่ทัน เพราะขับเร็วไปหน่อย (แบบว่ารถไม่ติดนะ) ทำงัยหละที่นี้ เลยร้านมาแล้วด้วย จึงขับไปเรื่อย ๆ จนมาถึงร้าน.... (เดลินิวส์รับรองความอร่อย) จึงแวะเข้าไปทาน สั่งแกงแพนงหมู กับไข่ต้ม 3 จาน ส่วน ของน้องหนุ่ย สั่ง ผัดกาดดองผัดไข่+ไข่ต้ม หิวก็หิว แต่แม่เจ้าประคุณเอ๋ย รสชาติสุดยอดมาก มาแค่ไหน เหลือแค่นั้น แม้กระทั่ง ไข่ต้มยังไม่อร่อยเลย จึงไปสั่งกาแฟร้อน คนขายใจดีชงให้เรา เราแอบมอง คนชงใส่กาแฟ แค่ ครึ่งช้อน และให้น้ำตาล 1 ซอง ครีมอีก 1 เราเลยขอครีม อีก 1 เป็น 2 เอามาปรุง ปรากฏว่ามันดื่มไม่ได้จริง ๆ เหมือนน้ำล้างถ้วยกาแฟ จึงคิดเงินดีกว่า หมดไป 275 บาท











เดินทางมาถึง อช.เขาสามร้อยยอดประมาณ 10 โมงเช้า ก็เสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน 190 บาท ค่าเข้าคนละ 40 บาท ค่ายานพาหนะ 40 แล้วก็ขับรถมาที่บ้านบางปู เพื่อจะต่อเรือข้ามฝากไปแหลมศาลา ค่าเรือ ไป-กลับ เหมาลำ 10 คน 300 บาท แต่ถ้าค้างคืน 500 บาท (นั่งเรือ ไม่ถึง 10 นาที) ตอนแรกพวกเรางกนะ ก็แหมไปแค่เนี๊ย ตั้ง 500 บาท ตัวหารเงินก็น้อย จึงลองเดินเท้าขี้นไปชิมรางก่อน โอ๊ย แทบตาย (ขนาดตัวเปล่านะเนี่ย ถ้าต้องแบกสัมภาระจะขนาดไหน จึงต้องยอมเสียเงิน แลกกับการแบก แต่ก็ไม่ลืมจะเก็บภาพวิวจากด้านบนมาฝาก











จากนั้น ก็ขนสัมภาระออกมายืนรอเรือของเรา เพื่อจะนั่งข้ามไปแหลมศาลา คนเยอะมาก ๆ แต่ส่วนใหญ่จะไป-กลับ เพราะที่แหลมศาลา บ้านพักยังมีไม่มากนัก ดังนั้นจึงไม่ค่อยสะดวกเพราะต้องจองล่วงหน้า












และแล้วเรือก็นำเรามาถึงแหลมศาลา จึงรับกุญแจกับเจ้าหน้าที่ และเข้าบ้านพักชื่อบ้านคูหา บ้านใหญ่มาก นอนได้ 8 คน มี 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ เมื่อเก็บกระเป๋าเสร็จ ก็เดินไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านค้าสวัสดิการ ใกล้ ๆ ที่พัก อาหารที่นี่รสชาติก็ใช้ได้ทีเดียว แต่จะมีป้ายติดแจ้งไว้ตลอดที่ร้านอาหาร แม้กระทั่งบ้านพัก จะแจ้งให้ทราบว่าน้ำแข็งมาไกล ละลายไปกว่าครึ่ง ดังนั้นน้ำแข็งที่นี่จะแพงกว่าปกติ กระป๋องละ 10 บาท แต่เราว่าก็โอเคนะ (เพราะที่ร้านหมูกะทะ ไม่ต้องเดินทางไกลกระป๋องละตั้ง 30 แหนะ)










เมื่อจัดการกับอาหารเที่ยงแล้ว ก็กะว่าจะมาปิ้งยางอาหารทะเล และแล้ว...... ซวยหละสิ ดันลืมน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ให้ เจ๊หมวยทำมาให้ 2 ชนิด คือพริกแดง และพริกเขียว (เจ๊หมวยที่ว่านี้ คือแม่ไอ้หนุ่ยมันนะแหละ หรืออีกอย่างก็คือแม่ยาย ของไอ้ฮ้อนมัน งง...เปล่า) พลขับของเรารับอาสาเดินขึ้นเขาไป - กลับ 2 กิโล เพื่อไปเอาน้ำจิ้ม (หน้าบางไม่กล้าขออาศัยเรือไป แจ้งว่าลืมของขอนั่งฟรี เรื่องแค่เนี้ยทำเป็นอาย ไม่รู้จะอายทำมัย นักท่องเที่ยวตั้งเยอะแยะ) ระหว่างที่รอน้ำจิ้ม พวกเราก็เดินถ่ายรูปกันที่ทิวต้นสน






เหนื่อยแล้วกว่าจะรู้จุดว่าต้องกระโดดตอนไหน เล่นเอาลิ้นห้อย เลยเรา (แต่ไม่บอกหรอกว่าตอนไหน ให้ไปฝึกเอาเอง แบบว่าหวงวิชานะ) จากนั้น ก็นอนมั่ง กระโดดเยอะแล้ว

เจ้าโป้งขอนอนก่อนนะ













น่าสงสารจัง รับบทหนัก จึงขอเดี่ยว ๆ บ้าง (คิดว่าสวยกว่ามีคนนั่งนะ คิดเหมือนกันเปล่า)






หลังจากนั้นก็เก็บภาพทิวทัศน์อันงดงาม และหายเหน็ดเหนี่อยกับการกระโดด ก็มาจัดการกับอาหารทะเลที่ซื้อมาซะ อย่าให้เสีย เริ่มจากย่างกุ้งก่อน ผลัดกัน ย่างคนละที สองที ก็มันครั้งแรกของเรานี สนุกดี ลืมบอกไปเราเอาเตาย่างมา 2 ประเภท คือใช้ถ่านหุงข้าว กับใช้ไฟฟ้า ที่นี่อนุญาติให้ใช้ไฟได้จึงเสร็จเรา ใช้เตาไฟฟ้าย่างเสียเลย ขณะย่างก็นึ่งปูไปด้วย แหม....กลิ่นมันช่างหอมรัญจวนเสียนี่กระไร ถ้าไม่เชื่อดูจากภาพประกอบแล้วกันนะ




















สุกยังวะ.....ช่วยดูหน่อยดิ

หลังจากที่ปิ้ง ไปทานไป ดื่มเบียร์ กันไป มันช่างอร่อยได้ใจ จริง ๆ พับฝ่าสิ บรรยากาศสวย ๆ กระรอกน้อย หลายตัว วิ่ง ไล่จับกัน ตามพื้น และบนต้นมะพร้าว ช่างมีความสุขมาก ๆ ดูเวลาประมาณ 4 โมงเย็น คงต้องหยุดทานกันก่อน เพื่อจะเดินไปเที่ยวที่พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ ณ ถ้ำพระยานคร เพราะเวลา ไป-กลับ ประมาณ 1 ชั่วโมง กลับมาจะได้ลงเล่นน้ำทะเลกัน ว่าแล้วก็เดินทางกันเลย
ระยะทางแค่ 430 เมตร แต่สุดยอด คนเยอะมาก ช่วงที่ขึ้นตอนแรก ๆ ทางชันสูงทีเดียว แถมไม่มีที่พัก สุดยอดจริง ๆ เล่นเอาเหงื่อไหลเหมือนอาบน้ำกันเลย หัวใจเต้นแรง ปวดหัวตุ๊บ ๆ (ก็ก่อนขึ้นดันดื่มเบียร์ไปซะหลายแก้ว แถมหยิบแก้วคนนู้นกิน คนนี้กิน ผิดอีก ทั้งมึนทั้งเหนื่อย ไม่ได้แก่นะ แต่ว่าเมานะ) ไอ้หนุ่ย มันชั่วร้ายมาก ๆ มันสะใจ ที่ได้ไปทริปนี้ เพราะว่ามันบอกเราว่าสะใจจริงโว้ย เห็นไอ้นุช มันเหนื่อยสุด ๆ ชั่ว จริง ๆ มันไม่เกิดก่อนบ้างแล้วไป ...จำไว้)

พอขึ้นมาถึง ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะว่าสถานที่สวยดีค่ะ ร.5 ทรงชอบที่นี่มาก มาที่นี่ถึง 2 ครั้ง รวมทั้ง ร.7 และ ร.9 ของเราก็เคยมานะ



ซุ้มรอดคู่ ไม่ค่อยมีคนรอด แต่เรารอด ตอนรอดก็จูงมือกันรอด (คิดเอง เออเอง ว่าจะได้อยู่เป็นคู่) แต่พอมาถามคนแถวนั้น ก็บอกว่าถ้าใครได้รอดแล้ว จะได้กลับมาที่นี้อีก ดีแฮะ แบบว่าอยากกลับมาอีก ชักจะหลงเสน่ห์ที่นี่แล้วสิ
ใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณชั่วโมงเศษ ตามที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ (ลืมบรรยายไปว่าระหว่างทางลง เหงื่อของเรากับเจ้าโป้งอาบโทรมกาย พอเดินผ่านเด็กตัวเล็ก ๆ เด็กถามแม่ว่า ข้างบนมีที่อาบน้ำด้วยหรือค่ะ ? หนุ่ยบอกว่าไม่มีหรอก และเป็นเหงื่อของพวกเราต่างหาก ทำงัยได้ก็คนมันร่างกายสูบฉีดดีก็อย่างนี้แหละ)


หลังจากลงมาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าลงเล่นน้ำทะเล ให้หายเหนื่อย แต่น้ำลง ลง มาก ๆ (มารู้ตอนหลังว่าต้องอาบตอนเช้า ๆ น้ำทะเลจะขึ้นสูง และใส แจ๋ว แหวว สีเขียวน่าอาบมาก ๆ โง่จริง ๆ วันหลังจะกลับมาอาบแก้ตัว) น้ำไม่ใส แถมลงไปลึกจนเหยียบโคลนเลยทีเดียว น้ำอุ่น ๆ ก็ดีเหมือนกันเหมือนมาทำสปา แถมอาบโคลนด้วย ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ขึ้นมาทำอาหารกันอีก ทีนี้ เหลือกุ้งนางอีก 1 กิโล ทำงัยหละ โทร.ไปถามแม่ว่ากุ้งเค็มทำอย่างไร แม่บอก ว่ากุ้งครึ่งกิโลใส่เกลือไอโอดีน ครึ่งช้อนโต๊ะ เราก็ทำกัน และที่เหลือก็ย่างกินกันอีก 1 มื้อ (ลืมบอกว่าว่าไปสั่งต้มยำน้ำใส,ไข่เจียวหมูสับ และข้าวเปล่ามาทานกับอาหารของเราด้วย)












วัน ๆ ไม่ทำอะไร คอยจ้องอย่างเดียว ว่ากูจะกินมึง กูจะกินมึง (ขอบอกว่ากุ้งเค็มอร่อยโครต)




เช้าแล้วของวันที่ 14 เมษา ตื่นแต่เช้าเดินเล่นตามชายหาด แล้วโชคดีเห็นชาวบ้านแถวนั้น ปักตาข่ายดักปลาเอาไว้ จึงเดินเข้าไปดู วันนี้ได้แมงดา 2 ตัว (น่ากินเชียว ไข่มันอร่อยจัง) อุ๊ยบาปกรรม จึงถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย จากนั้นก็ถ่ายรูปตอนเช้า ๆ และเดินเล่น ก่อนจะมาต้มกาแฟ กับ มาม่าทาน เป็นอาหารประจำ ที่ติดตัวไปด้วยทุกทริปก็ว่าได้
หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเสร็จ ก็อาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวกลับ เพราะว่าแจ้งกับคนขับเรือว่าจะกลับตอน 10 โมงเช้า (แต่ประมาณ 9 โมงคนขับเรือเดินมาถามแล้วว่าจะกลับหรือยัง ก็โอเค กลับก็กลับเพราะต้องแวะไปไหว้วัดห้วยมงคลต่อและนัดกับแม่ที่เดอะมอลล์ไว้ จึงเก็บภาพบรรยากาศก่อนกลับอีกสักหน่อย

ขุดหาอะไรนะ ....








อ๋อ...เอาใจแฟน ใต้ทรายมันเย็นนะสิ แล้วก็หยอกล้อกันน่าอิจฉาหมาตัวเมียจัง ตัวผู้ทำมัยมันช่างเอาใจจริง ๆ


ขอแบบคู่บ้าง
















ใครบังคับ ....มันถ่ายวะ



ต่อจากนั้นก็แวะไหว้พระที่วัดห้วยมงคลเพื่อเป็นสิริมงคลกันซักหน่อย และจะซื้อน้ำอบเพื่อสรงน้ำพระ แต่แหม น้ำอบขวดกระจิ๊ดเดียว ขายชุดละ 100 บาท พร้อมผ้ายันต์ และรูปภาพพระ แพงจัง แค่น้ำอบอย่างเดียว ซัก 30 บาทก็จะสรงแหละ จึงไม่ได้สรง ได้แต่ไหว้อย่างเดียว แดดร้อนมาก ๆ จึงถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนกลับ















และแวะซื้อของฝากที่ร้านแม่กิมไล้ ถึงกรุงเทพฯ เวลา บ่าย 2 โมง เป็นอันจบทริปแห่งความประทับใจอีก 1 ทริป ใช้ระยะทางทั้งหมด 487 กิโล ค่าใช้จ่าย 6,170 บาท (ไม่รวมพวกครีมกันแดด,กล่องโฟม) ถึงบ้านและให้อาหารปลา และไปทานสุกี้ต่อกันที่ เอ็ม เค และได้ถ่ายรูปฟรีในวันครอบครัว เล่นกับหลานเพลิน สนุกดี พอ 6.30 น . กลับบ้านอย่างมีความสุข พบกันใหม่ทริปหน้า......


วันจันทร์, เมษายน 7, 2008

mookda9981: ณ.....ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

mookda9981: ภูหลวง

ภูหลวง mookda9981

วันอาทิตย์, เมษายน 6, 2008

ขุนวาง,แม่จอนหลวง,เขื่อนแม่งัด,อช.ศรีสัชฯ

ปเมื่อ 30 ธค.50 - 3 มค.51


ไปกัน 8 คน มีสมาชิกดังนี้ 1. พลขับ นายฮ้อน สามีฉันเอง 2. นุช(ตัวข้าพเจ้าเอง) 3. หนุ่ย (น้องสาว) 4. โป้ง (แฟนน้อง) 5.ติ๊ก (เพื่อนรัก) 6.พี่ว๋ง (สมาชิกต่างวัยแต่ใจเดียวกัน) 7.หน่อย (ชมรมคนรักเด็ก) 8. เจ้าต้น(แฟนหน่อย) เก็บค่าใช้จ่ายคน ละ 3000 บาทยกเว้น คนขับ รวมเป็น 21,000 บาท

ออกเดินทาง 3 คืนวันที่ 30 ธค.50 ถึงเช้า ที่สวนสนบ่อแก้ว แวะถ่ายรูปชักภาพกันซักหน่อย โชคดีที่ไปถึงเข้าไม่มีคน จึงเก็บภาพได้เพียบ แถมกระโดดถ่ายภาพกันจนเหนื่อย












หลังจากที่ได้ภาพสวย ๆ ก็จะหาอะไรทานเสียหน่อย แต่ร้านค้าเจ้ากรรม ดันไม่เปิด ทำงัยหละ แต่ไม่มีอะไรมาขัดขวางความหิวเราได้ จึงต้มมาม่ากินกันที่นั่น แก้มกับหมู กับ เนื้อ เค็ม บวกข้าวเหนียว ที่พี่สาวแสนสวยของเรา (พี่หมู) จะต้องซื้อให้ติดตัวทุกครั้งที่พวกเราไปเที่ยว เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว มุ่งหน้าสู่แม่จอนหลวง ที่พักของเราคืนนี้ ก่อนถึงแม่จอนหลวงไม่ลืมที่จะซื้อส้ม (ผลไม้ที่ขาดไม่ได้ประจำ trip) และน้ำแข็ง มุ่งหน้าสูขุนวางเจ้า....


ทางไปขุนวางและแม่จอนหลวง ก็คือทางที่จะขี้นไปดอยอินทนนท์ แต่ยังไม่ถึง เลี้ยวขวา ก่อน ตรงแยกอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ก็มาถึงที่ขุนวาง ระหว่างทาง เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่ง เต็มทาง ก็ตื่นเต้นมาก ๆ (ไปมาหลายปีไม่ค่อยโชคดีแบบนี้ บางครั้งดอกยังไม่บาน) พอถึงขุนวาง ก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ เพราะต้นนางพญาเสือโคร่งเยอะแยะไปหมด หรือจะเรียกอีกชื่อว่า ซากุระเมืองไทย แวะถ่ายรูปอีกแล้ว เก็บภาพ กันชื่นใจ


และต้องขับรถไปต่ออีก 7 กิโล ถึงจะถึงแม่จอนหลวง ที่พักของเรา ตอนแรกคิดว่า 7 กิโล จะชิว ๆ แต่โอ้โห สุดยอด ทางขรุขระ สุด ๆ แต่ก็ได้บรรยากาศ ฝุ่นตลบ พวกนั่งข้างหลัง กระแทก จนเพื่อนติ๊กเรา ตกเลือดเชียว แต่ก็มาถึงแม่จอนหลวงจนได้ แต่ก็คุ้มค่ากับการนั่งรถ กระแทก ไปกระแทกมา บางครั้งต้องลงมาเอาหินค้ำที่ล้อ ก็รถเราคนเยอะนี่ แถมเสบียงก็เพียบ ทั้งคนทั้งของแน่นรถไปหมด แต่ก็มาถึงจนได้ พอไปถึงคุ้มกับระยะทาง เพราะที่นี่สวยดีนะ แถมเป็นส่วนตัว เงียบสงบดีเราไปถึงประมาณเที่ยง เริ่มหิวแล้วสิแต่เราไม่ได้จองล่วงหน้า จึงสั่งอะไรไม่ได้จึงต้องทานข้าวผัดกัน จากนั้นก็เข้าที่พัก บ้านพักเป็นเตียงรวม ฝั่งละ 5 เตียง แยกย้ายกันจองที่พัก และเล่น ปิงโก กัน บ้างก็อาบน้ำ (แต่ขอบอกว่าห้องน้ำไม่ค่อยดีนะใช้ได้ไม่กี่ห้อง ที่จะติก็คือห้องน้ำแหละ นอกนั้นก็ดีหมด) ส่วนข้าพเจ้าเมื่ออาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาถ่ายภาพ จะถ่ายอะไรไม่ได้เลย นอกจาก ดอกซากุระ ก็มันเต็มไปหมด





ตกเย็นก็เก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินกัน และไปรอทานอาหารเย็น ที่ต้องสั่งล่วงหน้าตอนจองบ้านพัก มิฉะนั้น ไม่มีขายนะจ๊ะ ต้องทำกินเอง รอทานอาหารนาน มาก ๆ อากาศก็เริ่มเย็นลง ๆ จนหนาวเหลือเกิน ทานไปหนาวไป อาหารเติมได้ไม่อั้น มื้อนี้รอดตาย ไปอีกมื้อ ก่อนกลับไปเข้านอนกับที่นอนอุ่น ๆ (เสียดายไม่ได้นอนเต้นท์เลยเหมือนอะไรหายไปบางอย่าง)















รุ่งขึ้นเช้าของวันใหม่ ตื่นดูทะเลหมอก สวยดีจัง ไม่ต้องเดินไปไหนไกล ออกจากที่พักมาก็เจอแล้ว หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็เตรียมตัวทานข้าวเช้า ( trip นี้ ผู้ดีจริง ) อาหารเช้าเป็นข้าวต้ม เติมได้ไม่อั้นเหมือนเคย เมื่อทานเสร็จก็ จ่ายค่าเสียหาย ค่าบ้านพัก รวม อาหาร 2 มื้อ เป็น 2,040 บาท





ออกจากแม่จอนหลวง ตามแผนก็แวะที่ ดอยอินทนนท์ ระยะทางใกล้ แต่รถแห่กันขึ้นไปเพียบ รถติดยาวเหยียด กว่าจะหาที่จอดได้ เล่นเอาเจ้าต้น อ๊วก จนหมดไส้ (เด็กเพิ่งเคยมาเขาก็อย่างนี้แหละ ไปบ่อย ๆ ก็จะชินเอง เหมือนตุ๊กติ๊ก กับ trip แรกไม่มีผิด ฮิ ๆๆ) แต่ก็มิวายจะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกอีกตามเคย















ออกจากดอยอินทนนท์ ก็มุ่งหน้าสู่ อช.ศรีลานนา คืนนี้เราจะนอนแพกันที่เขื่อนแม่งัด (จองที่พักออนไลน์ 1 คืน 1200 บาท นอนได้ 6 ท่าน แต่ไป 8 ก็ได้ แพไม่จมฮิ ๆ )ที่พักก็โอเคดีค่ะ มี 2 แพ ติดกัน ของเราจะเป็นการจองทางอินเตอร์เน็ต ส่วนอีกแพเป็นการจองที่อุทยานเลย ที่นี่สงบเงียบดีค่ะ










มาถึงก็สั่งอาหารกันเลย ข้าง ๆ แพจะมีร้านค้าสวัสดิการจะนำเมนูมาให้ และโทร.สั่งได้ อาหารที่ขึ้นชื่อที่นี่คือ ปลาสร้อยทอดกรอบ อร่อยจริง ๆ ค่ะ เพราะสดมาก เนื่องจากจับมาเขื่อนที่เราพักเนี่ยแหละ อาหารที่สั่งก็มี 1.ปลาสร้อยทอดกรอบ (สุดยอดแย่งกันกินน่าดู) 80 บาท2.ยำสาวศรีลานนา 60 บาท 3.ปลาทับทิมนึ่งมะนาว 120 บาท4.ต้มยำรวมมิตร 80 บาท 5.ปลานิลทอดกระเทียม 100 บาท 6.ยำสมุนไพรกรอบ 60 บาท(คราวหน้าไอ้ติ๊ก มึงไม่ต้องสั่งนะ เพราะไม่มีโปรตีนเลย มีแต่สมุนไพรล้วน ๆ กินไม่ได้นะเหลือทิ้ง) 7.ผัดผักรวมมิตร 40 บาท 8.ไก่ผัดเม็ดมะม่วง 60 บาท และข้าวเปล่า 3 โถ 120 บาท รวมค่าอาหาร 720 บาท อร่อยให้ 5 ดาว ราคาไม่แพง คุ้มค่ามาก ๆ ค่ะ หลังจากจัดการกับอาหารเที่ยง ก็มาเล่น ปิงโก ต่อกันที่ระเบียงแพ ตกกลางคืน ต่อด้วยเล่นพลุ ดอกไม้ไฟ (คิดไม่ถึงว่าต้องเล่นดอกไม้ไฟ ก็ดีนะ ถ้าไม่มีเจ้าต้นไปด้วย ความคิดดี ๆ แบบนี้ก็คงไม่มี) และก็ปล่อยโคม ไฟ 2 โคม แข่งกัน โคมละ 4 คน สนุกดีค่ะ ถือว่าได้ปล่อยเคราะห์ปล่อยโศก แค่นี้ก็สุขแล้วหละ ก่อนแยกย้ายกันไปนอน
















เช้าอีกแล้วหรือ ทำไมเวลามีความสุข (นอน) มันเร็วจัง แปลกมั๊ย อากาศหนาวแต่ะถ้านอนที่แพ ไม่ยักจะหนาว (เชื่อปละ ถ้าไม่เชื่อลองมานอนดูแล้วจะรู้ เพราะทดสอบนอนแพแล้ว 2 ครั้ง ไม่หนาวเลยซักครั้ง) ตื่นเช้า ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องเดินไปที่สันเขื่อน ถึงจะเห็นพระอาทิตย์ แต่ถ้าอยู่ทีแพอย่างพวกเราก็จะไม่เห็น เพราะภูเขาจะบัง เห็นแบบนิด ๆ และทะเลหมอกจะเห็นแบบไกล ๆ









เก็บข้าวของออกจากแพที่พักและได้แวะเที่ยวที่วนอุทยานน้ำตกบัวตองและน้ำพุเจ็ดสี เราไปถึงเช้ามาก ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเลย มีแต่เจ้าหมาน้อยน่ารัก ๆ คาบกระดาษทิชชู่ มาให้ (รู้ได้งัย...ว่าเราอยากเข้าห้องน้ำ)
จากนั้นก็เดินไปดูน้ำพุเจ็ดสี น้ำใสมาก ๆ แต่ไม่เห็นมีเจ็ดสีเลย (ตามตำนานว่าไว้เมื่อก่อนน้ำใสมาก ๆ และจะเปลี่ยนสีไปเรื่อย ตามอุณหภูมิ และเป็นน้ำพุขึ้นมา แต่ปัจจุบัน น้ำไม่มีเป็นเพราะคนเราเนี่ยแหละที่ คอยตัดไม้ทำลายป่า จนมีผลกระทบต่อธรรมชาติ) เสียดาย ..... แต่ก็เก็บภาพไว้อีกตามเคย












ใกล้ ๆ กันจะเป็นน้ำตกบัวตอง ต้องเดินลงไปหน่อยเดียว แต่พอมาถึง สุดยอด จริง ๆ เป็นน้ำตกหินปูน แต่หินที่นี่ขาวมาก ๆ และไม่ลื่นด้วย สามารถปีนขึ้นไปถ่ายรูปได้ เราจึงปีนขึ้นไปเก็บภาพเสียยกใหญ่












ออกจากน้ำตก เราจะไปไหนกันดีหละ จึงขับลงมาเรื่อย ๆ และที่สำคัญคืนนี้ไม่ได้จองที่พักไว้ด้วยสิ ตามโปรแกรม ค่ำไหน นอนนั่น แต่แล้วความคิดชั่ว ๆ ของพวกเราจึงตัดสินใจคืนนี้เราจะค้างที่ อช.ศรีสัชนาลัย เพี่อเป็นบทลงโทษ ของสมาชิกท่านหนึ่ง (ไม่ขอเอ่ยนาม) เพราะใจโลเลมาก ๆ เดี่ยวไป เดี๋ยวไม่ไป แต่ทราบมาว่า มัน....อุ้ย....เธอผู้นี้ใฝ่ฝันว่า อยากไป ศรีสัชฯ มาก ๆ จึงเอาวะ ในเมื่อเพื่อนอยากไปเราก็จัดให้ คือไปเที่ยวแทนมันงัย ไปถึงที่ อช. ไม่มีคนเลย ตอนแรกกะว่าจะนอนเต้นท์กัน (มีคนหนึ่ง ได้เต้นท์ใหม่ แฟนซื้อให้ กะว่าคืนนี้ได้นอนเต้นท์ใหม่ แต่พอไปติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขออนุญาติกางเต้นท์ และมีค่าใช้จ่ายต่อหัว คือ คนละ 40 บาท ( 8 คน ก็ 320 บาท) แต่ถ้าเช่าบ้านพัก ก็ 1 หลัง นอนได้ 4-5 คน (แต่เจ้าหน้าที่โกหกบอกว่านอนได้ 8 คน ) ราคา 1000 บาท จึงคิดว่าเช่าบ้านดีกว่า ไหน ๆ ทริปนี้ ก็ผู้ดีแล้ว ก็ผู้ดีตลอด (ทำให้เพื่อนเรางอนไปเลย อยากใช้เต้นท์ใจแทบขาด อย่าน้อยใจนะ เอาไว้ทริปหน้าชัวร์จ๊ะ)













ออกจากที่พักเตรียมตัวกลับสู่กรุงเทพฯ (แย่จังพรุ่งนี้ทำงานอีกแล้ว) แต่ก็ไม่พลาดที่จะแวะเที่ยวที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ที่นี่สวยมาก ๆ แต่เรามีเวลาไม่มากพอที่จะเก็บภาพความสวยงาม ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สมแล้วที่ได้รับยกย่อยว่าเป็นมรดกโลก เพราะงดงามจริง ๆ ประทับใจค่ะ ที่ได้ไปเยือน






























ก่อนกลับสู่กรุงเทพฯ ด้วยสวัสดิภาพ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 14,820 บาท (ค่าน้ำมัน 5,090 บาท) เจอกันทริปหน้านะ......

วันพฤหัสบดี, เมษายน 3, 2008

ภูหลวง



ไปเที่ยวภูหลวง อย่าลืมแวะไร่ส้มสามตม ..เจ้าของใจดีแอบทานฟรีได้ไม่อั้น...จ้า


Posted by Picasa

อช.ไทรทอง




ชื่นขมทุ่งดอกกระเจียว .....ต่อด้วยที่เสียว ๆ แห่งผาหำหด
Posted by Picasa

วันอังคาร, มีนาคม 25, 2008

mookda9981: ไม่บอกก็รู้ว่า ...ลพบุรี

mookda9981: ไม่บอกก็รู้ว่า ...ลพบุรี

mookda9981: ณ.....ปางอุ๋ง

mookda9981: ณ.....ปางอุ๋ง

วันเสาร์, มีนาคม 22, 2008

mookda9981: ทะเลหมอก

mookda9981: ทะเลหมอก

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 20, 2008

หมู่ หมู่ หมู่ แล้วก็ หมู่




Posted by Picasa

ซากุระเมืองไทย

ไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น....ที่เมืองไทยเราก็มีให้เห็น ที่นี่คือ..แม่จอนหลวง



Posted by Picasa

วันพุธ, มีนาคม 19, 2008

POSTCARD 4 U




Posted by Picasa

ณ.....ปางอุ๋ง




Posted by Picasa

ไม่บอกก็รู้ว่า ...ลพบุรี




Posted by Picasa

อช.ศรีสัชนาลัย




Posted by Picasa

ทะเลหมอก




Posted by Picasa

วันอังคาร, มีนาคม 18, 2008

ที่ที่ฉันประทับใจ




Posted by Picasa

วันศุกร์, มีนาคม 14, 2008

ขุนวาง


เหล่าสมาชิก คบกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว ไปไหน ไปกัน ค่ำไหน นอนนั่น ถึงไหน ถึงกัน นี่แหละพวกมัน สุดยอดจริง ๆ