วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

ณ.....น่าน ไม่นานเกินรอ

สวัสดีปีใหม่ 2552 ปีนี้นี้เป็นอีกปีที่ต้องไปเยือนภาคเหนือเป็นประจำทุก ๆ ปีและ สถานที่แห่งนี้ คือ จังหวัดน่าน ณ ดอยเสมอดาว ซึ่งตามโปรแกรมแล้ว จะต้องไปเมื่อปีที่แล้ว แต่โปรแกรมเปลี่ยน จึงต้องเก็บข้อมูลและรอคอยจนครบ 1 ขวบพอดิบพอดี รวบรวมสมาชิกได้ 8 คน มี นุช ฮ้อน หนุ่ย โป้ง หน่อย ต้น ติ๊ก และ สว.ว๋ง คนน้อยหวะ ไปรถ 2 คัน ค่าใช้จ่ายตั้งงบไว้ 3000 พัน จะพอหรือเปล่า (แต่ในใจเราน่าจะพอ นะ เพราะว่าน้ำมันรถราคาลงเหลือ 19 บาท และพักบ้านพัก แค่ คืนเดียว นอกนั้นนอนเต้นท์ ) แต่ตุ๊กติ๊กนะสิ ไม่ได้ทำงานและงบก็น้อย ทำงัยหละตัวหารเสือกน้อยด้วย ก็ไอ้อจ.นุช มันไม่ยอมมา ก็เลยให้ทุกคนลองหาคนเพิ่ม เพื่อจะได้ช่วยกันหารค่าใช้จ่าย และโชคก็เป็นของเรา ตุ๊กติ๊กโทร.บอกว่าได้สมาชิกเพิ่มอีก 1 คน คือพี่ผ่อง และโชคดีกันเป็นชั้นที่สอง หน่อยก็ได้สมาชิกเพิ่มอีก 1 คือพี่เบญ รวมเป็น 10 คน พอดีรถเลย เป็นอันว่าทริปนี้ คนครบ เย้.... ก่อนถึงวันไป ก็ mail โปรแกรมให้เพื่อน ๆ ก่อน และกำชับว่าทุกคนต้องมีเมนูเป็นของตัวเอง เพราะว่าทริปนี้ทำกินเองค่อนข้างมาก ๆ

วันที่ 30 ธันวาคม 2551 สมาชิกมาครบที่บ้านเราเอง เก็บเงิน เก็บของ ออกเดินทางประมาณ 5 ทุ่มกว่า ๆ มั้ง และคณะเดินทางของเราก็เริ่มขึ้น รถคันของเรามี 5 คน คือ นุช ฮ้อน หนุ่ย โป้ง และ สว.ว๋ง และอีกคัน คือ หน่อย ต้น ตุ๊กติ๊ก พี่ผ่อง และพี่เบญ ระหว่างทางรถเยอะบ้าง แต่ก็ขับทำเวลาได้ดี เราถึงที่แรกคือ อช.ขุนสถาน เป็นทางผ่าน เราจึงแวะถ่ายรูปกันที่ หน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถาน ซึ่งที่นี่มีต้นนางพญาเสือโคร่งมาก กว่าที่อช.ขุนสถาน ซึ่งจะเป็นที่พัก และชมวิว เราจึงจัดแจงลงมาถ่ายรูปกัน ที่นี่สวยดีนะ คนไม่เยอะ แถมยังได้ถ่ายรูปกันแบบสบาย ๆ ปราศจากผู้คนมารบกวน และเราก็ได้กระโดดกันที่นี่เป็นที่แรก






วิวสวย ๆ






หลังจากถ่ายรูปกันเรียบร้อย ก็ไปกันต่อ จุดหมายต่อไปคือเสาดินนาน้อย ร้อนมาก ๆ มาถึงก็เที่ยง หรือบ่าย หน่อย ๆ (จำไม่ได้) แดดกำลังดีเลย ร้อน แต่ก็ได้เก็บรูปเอาไว้ เพื่อเป็นที่ระลึก



ออกจากเสาดิน ก็ถึงเสียที ที่ที่รอคอยมา 1 ปี คือ ดอยเสมอดาว จะดูทะเลหมอก ให้ชุ่มปอดเลย หลังจากที่ดูรูปจากใน INTERNET มาก่อนหน้านี้ จ่ายค่าเข้า อช.เรียบร้อย แล้ว แต่ก็ยังขึ้นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ยังสกัดรถใม่ให้ขึ้น เนื่องจากบนดอยเสมอดาวให้กางเต้นท์เพียงอย่างเดียว ส่วนรถต้องลงมาจอดด้านล่าง เพื่อจัดระเบียบไม่ให้รถติด หรือหนาแน่นจนเกินไป รอ รอ แล้วก็รอ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ขึ้น แถมบอกว่าติดรถให้น้ำ และบอกว่าให้เราเดินขึ้นไปก่อน เพื่อจองที่ เพราะคืนนี้คนจะเยอะมาก ๆ พวกเราเลย ตกลง เอาของลง และเดินขึ้นไป เฮ้อ สว. ตามมาด้วย 5555 เหนื่อยวุ้ย ขณะเดินขึ้นไปได้นิดเดียว ไอ้สาด... เจ้าหนี้ที่แม่งให้รถขึ้นได้ ไอ้ฉิปหาย กระโดดขึ้นรถก็ไม่ทัน เดินไปบ่นไป ไอ้สาด.... หลอกให้เดิน ร้อน ก็ ร้อน แต่ก็มาถึงลานกางเต้นจนได้ เรามาช้าไปนิด ลานกางเต้นท์ตรงราบ ๆ นักท่องเที่ยวกางกันหมดแล้ว เราจึงต้องหาสถานที่กาง เป็นเนิน ๆ ที่เท แต่ก็ไม่มีแล้วจึงตกลงกันกางตรงนี้ กางไป แดดออกไป นี่มันหน้าหนาวหรือนี่ ต้นไม้ ไม่มีสักต้น แดดร้อน สุด ๆ แทบไม่น่าเชื่อว่านี่ จังหวัดน่าน หรือประเทศซาอุ ร้อนโครต เหงื่อไหล ติ๊ง ๆ เป็นเม็ด ๆ เลย หลังกางเต้นท์เสร็จ ก็รีบไปอาบน้ำทันที จริง ๆ แล้วน้ำเย็นมาก ๆ นะ แต่ว่าเราร้อนจากแดด จึงอาบอย่างสบาย ๆ



ไม่คิดว่านี่คือหน้าหนาวด้วยซ้ำไป อาบน้ำกันเสร็จ ก็ตกเย็น พวกเราก็จัดแจงทำอาหารกันคืนนี้เป็นอาหารมื้อแรก สุดยอด กับข้าวเยอะมาก ก็เมนูมีหลายอย่าง ตั้งแต่เที่ยวมา มื้อนี้ เป็นมื้อที่ดีที่สุดนะเนี่ย



ตกดึกเจ้าลง จุดเทียน และจุดตะเกียงเล่นกันก็เอา เออ....ลืมเล่าไป จากทริปที่แล้ว ที่บ้านทาร์ซาน เราบนเอาไว้ถ้าถูกหวยเมื่อไหร่จะถอยตะเกียงแก๊ส และเราก็ถูกจริง ๆ ด้วย คือเลข 34 คือบ้าน ทาร์ซาน 3 กับทาร์ซาน 4 คนมันจะถูกง่ะ ทริปนี้ จึงได้ตะเกียงฟรี ๆ มาใช้ สมใจอยาก จุ๊บ ๆ


ตื่นนอนตอนเช้า ล้างหน้าล้างตา รีบเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอก คนเยอะมาก แย่งกันถ่ายป้าย กันน่าดู พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว











...แต่.. แต่.... แต่ หมอก หละ พระเจ้า ตั้งใจจะมาดูทะเลหมอก แต่โชคไม่ดี คนคงเยอะเกินไป และไม่หนาวเท่าไหร่ จากทะเลหมอกที่คาดว่าจะได้ดู กลายเป็น บ่อหมอก ว้า...โผล่มานิดเดียว (ถ้ามีโอกาส จะมาแก้ตัว)

เราจึงถ่ายรูปผาหัวสิงห์ และเก่ง กันทุกคน สามารถลูบหัวสิงห์ได้ด้วย สุดยอด จริง ๆ (ทำไปได้ 555)










หลังถ่ายรูปเสร็จเก็บข้าวของเสร็จ เข้าตัวเมือง เพื่อไปเที่ยววัด กันสักหน่อย ก็วันนี้ วันปีใหม่นี่ วัดแรกที่ไปถือวัดมิ่งเมือง สวยดี เหมือนวัดร่องขุน ที่เชียงราย แต่วัดร่องขุน อาจจะมีลวดลาย และลูกเล่นมากกว่า นี้ แต่ก็สวยกันคนละแบบ


จากวัดมิ่งเมืองก็ไปชมงาช้างดำ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภายในจะเก็บเครื่องมือ เครื่องใช้โบราณ เงินตรา อาวุธ และ ประวัติศาสน์ ของจังหวัดน่าน ซึงก็ได้ความรู้มากทีเดียว



ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็ ไปที่วัดภูมินทร์ แต่ละที่ ก็เดินข้ามถนนไปได้ ภายในวัดก็จะมีจิตรกรรมฝาผนัง และที่ TOP HIT ก็รูป ปู่ม่าน ย่าม่าน














ออกจากวัดภูมินทร์ก็ข้ามไปวัดช้างค้ำวรวิหาร













ออกจากวัดข้างค้ำ ก็นั่งรถไปต่อที่นี้ไกลออกไปหน่อยก็ วัดพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นสถานที่ คู่บ้าน คู่เมือง ของจังหวัดน่าน ถ้าใครไม่มาไหว้ ถือว่ามาไม่ถึง จังหวัดน่าน และที่สำคัญ คนที่เกิดปีเถาะต้องมากราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล งานนี้ ไอ้หนุ่ย กับ ไอ้ฮ้อน สบายไป


ออกจากวัดพระธาตุแช่แห้ง ก็มุ่งตรงไป อช.ดอยภูคา เนื่องจากต้องไปอีกไกลพอสมควร คืนนี้ เราไม่ต้องนอนเต้นท์ เนื่องจากได้จองที่พักผ่านทาง internet เรียบร้อยแล้ว สบายใจได้ มืดยังไง ก็ไม่ห่วงเรื่องที่พัก และหนาวยังงัยก็ไม่กลัว เนื่องจากมีเครื่องทำน้ำอุ่น 555

ไปถึง อช.ดอยภูคา โอ้พระเจ้า คนทำไมมันเยอะขนาดนี้ รถเต็มไปหมด ดีนะที่จองที่ไว้ ไม่งั้น แย่แน่ จัดแจงแลกบัตร และรับกุญแจห้อง เพื่อไปยังบ้านพัก แต่พอไปถึงหน้าบ้านพัก กับไม่มีที่จอดรถ เลยเดินไปหาเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มาเคลียที่จอดให้ แต่โชคร้าย เจอเจ้าหนี้ที่สันดานเสีย ตัวอ้วน นิสัยแย่มาก เลยทะเลาะกับมันซะยกใหญ่ แม่งตัวเงิน ตัวทอง ไอ้สาด....ด แต่พอมาถึง รถต้นจอดได้แล้ว และเจ้าของรถที่จอดตรงที่เรา ก็ลงมาเลื่อนรถให้ ดูดิ นักท่องเที่ยวยังรู้มารยาท เลย ว่าเป็นที่จอดรถของเจ้าของบ้าน ไม่ใช่ของคนนอนเต้นท์ เจ้าหน้าที่เสื่อกไม่รู้มารยาท (เสียความรู้สึกพอสมควรก่อนเก็บของเข้าบ้านพัก)

บ้านพักสวยมาก ราคา 800 บาท มีระเบียงยื่นออกไป ชมวิวได้ มีตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น (ใช้ได้ จริง ๆ ด้วย ไม่เหมือน บ้านทาร์ซาน มีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ต่อปลั๊ก 555)











อากาศคืนนี้หนาวนะ แต่เรานอนบ้าน จึงไม่คอยหนาวเท่าไหร่ ส่วนอาหารมื้อค่ำ ก็สั่งจากร้านค้าสวัสดิการทาน จึงสบายไปเลย ไหน ๆ ก็นอนสบายแล้ว อาหารก็ให้สบายไปด้วย แบบว่าไฮโซนะ


ตื่นนอน ไม่เช้า เนื่องจากวันรุ่งขึ้นไม่มีที่เที่ยวที่ไหนนอกจากไปนอนดอยวาว จึงตื่นสายได้ และไปทานข้าวต้มที่ ร้านสวัสดิการ กลับมาอาบน้ำ ถ่ายรูป ส่วนขาไพ่ก็ยังคงแก้มือกันอีก




ออกจากบ้านพัก เกือบเที่ยง ก่อนออกก็ไม่ลืมเขียนด่าได้สาด...ดอ้วนก่อน เอาให้แม่ง....สุด ๆ ไป เลย หวังว่ามันจะมีผลกระทบกับหน้าที่มันนะ นี่ไม่ได้เจ้าเคียด เจ้าแค้นนะ แต่อยากให้มันมีสามัญสำนึกในหน้าที่มากกว่านี้ (ไม่ค่อยจะแค้นเลยนะเรา)

ถึงอช.นันทบุรี ตอนบ่าย ๆ ถามเจ้าหน้าที่ว่า ดอยผาช้าง กับดอยวาว อันไหนสวยก็กัน เจ้าหน้าที่บอก ดอยผาช้างสวยกว่า ตื่นนอนมาเจอหมอก แต่ดอยวาวจะมีดอกซากุระ เหมาะแก่การถ่ายรูป ห่างกันแค่กิโลเดียวเอง เราจึงเลือกกางเต้นท์ที่ ดอยผาช้าง


คนไปไหนกันหมด มีไม่กี่เต้นท์เอง ดีจัง คนไม่เยอะ เป็นส่วนตัวดี เราจองกางเต้นท์ เรียงกัน หันหน้าไปหาวิว
เฮ้อ ช่างสุขอะไรจะขนาดนี้ หลังกางเสร็จ ก็นั่งรถต่อไปที่ดอยวาว โอ้ว สวยจริง ๆ ด้วย ดอกซากุระเยอะมาก เราได้กระโดดถ่ายรูปกันอีกแล้ว สวยอีกแล้วค่ะ ดีจัง มาเที่ยวที่ คนยังไม่คอยรู้จักมันก็ดีแบบนี้ ที่ อช.นันทบุรี กำลังจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ว่าบ้านเมืองเราตอนนี้เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย จึงยังไม่ได้ประกาศซะที



จึงเป็นโชคดีของพวกเรา เนื่องจากไม่ได้เก็บค่าเข้าอุทยาน และค่ากางเต้นท์ 555 งานนี้ สวยด้วย แถมฟรีด้วย อะไรจะโชคดีปานนี้ .... แต่ในความโชคดี ก็มีโชคร้ายเหมือนกัน คือ น้ำหมดไม่มีง่ะ เพราะเมื่อวานนี้ มีนักท่องเที่ยวมากางเต้นท์มาก จึงใช้น้ำหมด ซวยหละสิ แล้วจะเอาน้ำที่ไหนใช้กันหละที่นี้ เจ้าหน้าที่บอกว่า
น้ำจะมาตอนเย็น ๆ พอตกเย็นทำอาหารกัน ก็ให้ผู้ชายไปหาน้ำมาทำอาหาร เจอเจ้าหน้าที่ใจดี (ขี้เมา) ช่วยขนน้ำมาให้เต็มถึงเขียว เราจึงรอดตายไป ส่วนเรื่องอาบน้ำ ไม่ต้องห่วง เราไม่อาบกันอยู่แล้ว เพราะว่าอากาศมันหนาวมาก แต่ก็มีน้ำเหลือพอให้เราเข้าห้องน้ำได้ ดีนะที่นักท่องเที่ยวน้อย ไม่งั้น จะเข้าห้องน้ำยังงัย ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน

เย็นนี้กับเมนูของแต่ละคน ที่ได้คิดกันมา ขนออกมาทำกินจนเกลี้ยง เพราะว่าเป็นคืนสุดท้ายแล้ว เหลือแค่มาม่าไว้ ทานตอนเช้าเท่านั้น แม่ครัวเป็นคนเดิม คือ สว.ว๋ง และฮานอย ส่วนคนอื่น ๆ ทำนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น พี่ผ่องปอกหอม ตุ๊กติ๊ก หนุ่ย ซอยพริก และหั่นหมูยอ เพียงน้อยนิด แต่คอยกำกับการซะเป็นส่วนใหญ่ 555 เป็นอันว่าคนทำให้กิน นะซวย ทำให้แด็กกกกกก แล้วแม่งยังบ่นกันอีก อย่างนี้เค้าเรียก กำกับไป บ่นไป หรือชิมไป บ่นไป ก็ได้นะ









ตกดึก ก็เจ้าลง และเล่นคำนวนตัวเลขกันตามระเบียบ ส่วนเราขอเข้านอนเอาแรงก่อนเน้อ พรุ่งนี้เจอกัน...... คืนนี้พื้น ไม่เท แต่หนาวจัง บรืออออออ

ตื่นนอนตอนเช้า ไม่ล้างหน้า ไม่แปรงฟัน รีบเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และ....ว๊าวววว โชคดี จริง ๆ วันสุดท้าย กับได้เห็นทะเลหมอก แบบเต็ม ๆ และคนก็ไม่เยอะเลย ด้วยสิ รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น กดชัตเตอร์ ไปซะหลายรูป สวยจริง ๆ ไม่ต้องเดินไปหาที่ไหนเลย เดินไม่กี่ก้าวก็ได้เห็น และกลับมาที่เต้นท์ ก็ยังเห็นอีก สุดยอด ... ปิดทริปของน่าน ด้วยความประทับใจจริง ๆ





หลังจากชื่นชมทะเลหมอกจนหน่ำใจ ก็ทานอาหารญี่ปุ่นกัน ก่อนเดินจะออกกำลังกายกันนิดหน่อย ที่ป้าย ตะวันลับฟ้าที่ยอดผาช้าง กันจนสนุกสนาน ทริปนี้เก่งกันจริง ๆ โดดกี่ที่ กี่ที ก็ได้ สงสัยจะชำนาญกันแล้วมั๊ง เลยได้รูปสวย ๆ มาดูกันเพรียบ



ออกจาก อช.นันทบุรี ก็แวะบ้านตุ๊กติ๊ก เพื่อไหว้แม่ และนำของขวัญล้ำค่าที่หอบจาก จ.สมุทรสาครมาแจกที่จังหวัดแพร่ ให้กับแม่ , พี่สาว และญาติ ๆ ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอกว่าของขวัญคืออะไร แต่เดา ๆ เอาว่าคือ แบรนด์ (ดูเอาเถอะของขวัญของมัน.. แต่ดันไว้กับเราตลอดการเดินทาง) และพี่สาวที่แสนดีก็เตรียมอาหารเที่ยงใว้เรียบร้อยแล้ว แบบว่ามาถึงรับประทานได้ทันที อาหารมื้อเที่ยงนี้ก็อร่อยดี ที่สำคัญฟรี ไม่ต้องเสียตังค์ซักกะแดง ใครสนใจจะให้แม่ช้อย อย่างพวกเราไปกินฟรีก็เชิญนะจ๊ะ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญก็อำลา กันเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ โดยที่ตุ๊กติ๊ก ขนข้าวสารมาซะหลายกระสอบ (สงสัยปีนี้จะไม่ออกตังค์ซื้อข้าวเลยมั๊ง...สุดยอด)

ออกจากแพร่ ก็แวะซื้อของฝาก ก่อนฝ่ารถติด แต่ก็ไม่ค่อยเยอะ เหมือนปีแรก ๆ เพราะว่าเรากลับก่อน งานเปิด 1 วัน ถึงกรุงเทพฯ ตอนตี่หนึ่ง ที่ปั๊มน้ำมันแถวบ้านเรา และสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 14,481.00 บาท เหลือ 9,519.00 บาท เหลือคืน คนละ 1,100.00 บาท ส่วนที่เหลือ 719.00 บาท แบ่งให้เรา(ซื้อแผ่นและไรท์ dvd)และหน่อย (ส่งเพื่อน ๆ ที่บ้าน) สรุปไปเที่ยวครั้งนี้ ถูกสุด ๆ แค่คนละ 1,900.00 บาท เอง ถ้าผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยพวกเพื่อน ๆ สมาชิกด้วย เพราะว่าจะไม่จัดไปเที่ยวอีกแล้ว หวังว่าปีใหม่หน้าคงจะอยู่กับครอบครัว และไปเที่ยวใกล้ ๆ แค่วันสองวันก็พอ ทริปนี้เป็นทริปปิดท้าย ....ไว้เจอกันทริปสั้น ๆ ก็แล้วกันนะ รักนะ จุ๊บ ๆ บ๊าย บาย จ๊ะ

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บ้านทาร์ซาน อช.ทองผาภูมิ

โห่ หิ โห่ หิ โห่ หิ้วววว..... โห่ หิ โห่ หิ โห่ หิ้ววว เสียงร้องของทาร์ซานจากในหนังที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยดูกัน เคยสงสัยมั๊ยว่าทาร์ซาน กิน,นอนกันอย่างไร จึงเกิดไอเดียว่า ฉันต้องลองเป็น ทาร์ซานดูบ้าง จึงระดมพลพรรค พวกเก่า ๆ หน้าเดิม ๆ ได้ 10 คน ดังนี้ 1.ชญานุช 2.ฮ้อน 3. เขมจิรา 4. โป้ง 5. ศุภาพัทธ์ 6.หน่อย 7. ต้น 8. พี่ว๋ง 9.นุช และ 10. สมาชิกหน้าใหม่ คือแหม่ม (หนีผัวมาเที่ยว) ทริปนี้ไฮโซ นำรถไป 2 คัน นั่งกัน สบาย ๆ เลย เนื่องจาก หน่อยถอย D-MAX ออกมาเลยลองของเสียเลย เข้าวันที่ 22 พย.51 ตื่นแต่เช้า กลับรถไปรับน้องหนุ่ย กับเจ้าโป้ง ตอน 6.20 น. และขับต่อไปรับ หน่อย กับ นุช ที่ เคหะ หน้า INDEX ประมาณ 7.40 น. และก็ไปรวมตัวกันที่บ้านของคุณติ๊ก ซักพัก รถอีกคัน ก็มาถึง เก็บเงิน คนละ 2 พัน บาท ยกเว้นคนขับ รวม 8 คน เท่ากับ 16,000 บาท ก่อนไปเจ้าของรถต้องเติมน้ำมันที่ปั๊มหน้าบ้านให้เต็มถัง แล้วเราก็เริ่มเดินทางกันเลย รถคันแรกของเรา มี 5 คนคือ 1.ชญานุช 2.ฮ้อน 3.หนุ่ย 4.โป้ง 5.นุช อีกคัน ก็เป็น 1.หน่อย 2.ต้น 3.พี่ว๋ง 4.ติ๊ก 5.แหม่ม 7 โมงกว่า ๆ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี ระหว่างทางแวะ ร้าน 7-ELEVEN ซื้อขนม และกาแฟ ส่วนเบียร์ซื้อไม่ได้ เนื่องจาก ร้านขายที่ปั๊ม จึงงดขาย สถานที่แรกที่ผ่านคือ น้ำตกไทรโยคน้อย เราแวะทานอาหาร เช้ากันที่ร้านตรงที่จอดรถ เอาแรงก่อน และเดินขึ้นไปถ่ายรูปกัน ที่แรกตรงรถไฟ TOP HIT




จากนั้นก็เดินมาดูน้ำตก น้ำไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (ก็มันชื่อน้ำตกไทรโยคน้อยนี่หน่า) แต่ก็พอดูได้ ระหว่างที่ชมน้ำตก (ลืมบอกไปว่าเรา ถอยกล้อง CANON 1000D ลองซะทริปนี้เลย) มีเด็กลูกเสือ,ยุวกาชาด มาเข้าค่าย และทำกิจกรรม ขอลายเซ็น และที่อยู่ พวกเราเลยจัดไปอย่าให้เสีย แหม แต่ละคน ทำเหมือนดาราเลย จริง ๆ สิ






ออกจากน้ำตกไทรโยคน้อย ตามโปรแกรมต้องแวะที่ พิพิธภัณฑ์เขาช่องขาด และป้ายมันปิดกระชั้นชิดไป แถมเจ้าฮ้อนก็ขับรถยังกะบิน ที่แรก ผ่านไปแล้วครับท่าน ที่ต่อไปเป็นน้ำตกไทรโยคใหญ่ ....เอาหวะ ไม่พลาด พอถึงน้ำตกไทรโยคใหญ่ ป้ายแม่งก็กระชั้นชิดอีก เลยอีกแล้ว ทะเลาะกับคนขับฉิบหาย เรื่องขับรถไวเนี่ย ไอ้ที่จะจอดกระท้นหัน ก็กลัวรถคันหลังจะชนตูด จึงต้องตัดใจเลย และโทร.แจ้งคันหลังว่าเลยที่เที่ยวแล้ว จึงสรุปว่าไป อช.ทองผาภูมิ เข้าที่พักเลยละกัน

ก่อนจะถึงอช.ทองผาภูมิ ทางเข้าจะเป็นทางโค้ง ประมาณ 20 กิโล หรือ 339 โค้ง เป็นโหลน เป็นเหลน ๆ ของแม่ฮ่องสอน ซึ่งผ่านมาแล้วตั้ง 1864 โค้ง แต่ท่านผู้อ่านเคยดูรายการ " พี่มันแย่....พี่แพ้ทางโค้ง " มั้ย ขับไปได้สักพัก จะได้กลิ่นเปรี้ยว ๆ ซึ่งน้องหนุ่ยจะคุ้นเคยกับมันดี .....มันคืออะไร หุ หุ มันมาอีกหละ ก็จะเป็นใครไปเสียไม่ได้ มันคือ อจ.นุช ถ้าจำไม่ได้จะแปลชื่อมันให้คือ ไอ้ " อ้วกจัง " มันเอาอีกแล้วครับท่าน ตอนแรกก็ขับนำมาอยู่ดี ๆ ต้องจอดข้างทางให้ อจ. ลงไปปล่อยข้าวผัดที่มันเพิ่งกินไปที่ น้ำตกไทรโยคน้อย
แปลกจังตุ๊กติ๊ก เลิกอ้วก แล้ว แต่ อจ.นุชยังไม่เคยเลิกมันเลย สงสัยต้องพาไปถ้ำกระบอกแล้วมั๊ง 555


จุดชมวิว ก่อนถึง อช.ทองผาภูมิ









และแล้วก็ถึง อช.ทองผาภูมิ แลกบัตร และก็ไม่ลืมที่จะถ่ายรูปกับป้ายอุทยาน ไม่ลืมที่จะกระโดดอีกตามเคย ครั้งนี้ สงสัยจะห่างหายจากการกระโดดเสียนาน โดดหลายครั้ง จนเหนื่อยไม่ได้ซะที เล่นเอาเหงื่อออกไปตาม ๆ กัน






เหนื่อยไม่เหนื่อยดูสิ ลงไปวัดพื้นซะ 3 คน 555



เสร็จจากการกระโดดพอหอมปากหอมคอ จึงขับรถเข้าที่พัก ณ บ้านทาร์ซานของเรา รถเข้าไปจอดได้ถึงที่บ้านทาร์ซาน 1 และ 2 ส่วนบ้านของเราคือทาร์ซาน 3 และ 4 ต้องเดินลงไปอีกนิดเดียว ........

















บ้านทาร์ซาน 3 กับ 4 เป็นบ้านที่มีระเบียงเชื่อมติดกัน หลัง 3 จะนอนได้ 3 คน และมีห้องน้ำในตัว ส่วนหลังที่ 4 จะใหญ่กว่า และนอนได้ 5 คน ส่วนห้องน้ำต้องเดินออกมาที่ระเบียง พวกผู้ชาย 3 คนจึงนอนบ้านหลังเล็ก ส่วนผู้หญิงนอนเบียดกันหลังที่ 4




บ้านน่ารักมาก ๆ อยู่บนต้นไม้ ทางอช.เข้าใจปลูกสร้าง เหมาะแก่การมาเป็นครอบครัว ลมพัดเย็นสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงจะหนาวน่าดูบรือออ ....

หลังจากที่นำข้าวของเข้าบ้านพัก ก็ออกไปทานอาหารที่ร้านค้าสวัสดิการ เป็นอาหารจานด่วน แม่ครัวที่นี่ทำอาหารรสจัดมาก ๆ เผ็ดเหลือเชื่อ แต่ทุกคนก็กินกันไม่เหลือ 555 และหลังจากทานเสร็จก็สั่งอาหารสำหรับไว้ทานคืนนี้เลย เพราะตอนเย็น ๆ คนจะเยอะ เดี๋ยวจะได้ช้า ส่วนเจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า ไฟจะเปิดตอน 18.00 น. และปิดเวลา 20.30 น.........ซวยหละสิตะเกียงก็ไม่มี (เกือบจะได้ตะเกียงแล้ว ไปดูที่เดอะมอลล์ มัน 1350 บาท เป็นตะเกียงแบบปั่น แต่...... งบมันน้อย เจ้ามือ (อีหนุ่ย) ไม่อนุมัติ จึงได้แต่มอง แล้วก็มอง ฝากไว้ก่อนเถอะมึงถูกหวยเมื่อไหร่จะไปถอยมึงแน่) และเจ้าหน้าที่ก็แนะนำอีกว่า ให้ไปเที่ยวที่บ้านอีต่อง (เนื่องจากพวกเราขอซื้อน้ำแข็ง แต่ที่ร้านสวัสดิการไม่มี) และหาซื้อแถวนั้น พวกเราจึงนั่งรถของหน่อยไปคันเดียว




แอบหวาน ใกล้ ๆ ร้านค้าสวัสดิการ











เชื่อปละ ว่ากรรมมันมีจริง ไม่เคยเลยจริง ๆ ตั้งแต่เที่ยวมา ที่จะต้องมานั่งกระบะหลัง ครั้งนี้เรากันฮ้อนเป็นครั้งแรกที่ต้องนั่งท้าย สุดยอดหวะ....ทางโค้ง ไปโค้งมา แต่ก็สนุกดี (นึกถึงพวกที่ต้องนั่งหลังเลยเวลาไปเที่ยวทริปก่อน ๆ เก่งจัง)










สถานที่แรกที่เราจอดรถลงเที่ยวคือหมู่บ้านอีต่อง หรือบ้าน 399 (คือ 399 โค้ง) เป็นหมู่บ้าน เล็ก ๆ สงบดี แต่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ปูทะเล ที่ชาวพม่าข้ามมาขาย ตัวโตดี น่ากิน โลละ 140 บาทเอง ถูกจัง แต่พวกเราเพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ เลยไม่ได้ซื้อกลับไปทำกิน และก็นั่งรถต่อขึ้นไปอีกจนถึงเนินเสาธง เป็นเขตแดนระหว่างไทย-พม่า ซึ่งจะมีพี่ทหารไทย และพม่ามาคุ้มกันอย่างละคน ทหารไทย ยืนเฝ้าตัวเปล่า แต่ทหารพม่าต้องมีปืนกระบอกใหญ่มาด้วย ทุเรศ ใครจะไปทำร้ายเอ็ง แถมยังห้ามถ่ายรูปที่ฝั่งพม่าอีก เชอะ... ไม่เห็นจะอยากถ่ายเลย ถ่ายประเทศของเราจะดีกว่าอีก ส่วนพี่ทหารของเราใจดีมั๊ก ๆ แถมมุขเยอะอีกต่างหาก ช่วยแนะนำว่าต้องถ่ายรูปจุดไหน ถึงจะสวย ต้องไหนต้องถ่ายอย่างไร เล่นเอาขำกระจายเลยทีเดียว




หลังจากเดินขึ้นไปถ่ายรูปที่เสาธงแล้ว พี่ทหารแนะนำให้ไปจุดชมวิว ต้องขับขึ้นเขา 2 โล แถมชันมาก ๆ แต่วิวสวย แต่พวกเราเห็นว่าเย็นแล้ว จึงไม่ไปกลับที่พักจะดีกว่าเพราะกลัวจะมึด ก่อนกลับไม่ลืมที่จะซื้อ น้ำแข็ง เบียร์ และเทียนไข ขึ้นไปด้วย ที่ร้านค้าโกหกเรา บอกว่า เสาร์-อาทิตย์ อช.จะปิดไฟตอน 4 ทุ่ม พวกเราดีใจ เออจะได้เล่นไพ่ได้อย่างสบาย ๆ 4 ทุ่มกำลังดี

เมื่อกลับมาที่บ้านพัก เวลาประมาณ 5 โมงกว่า ๆ มั้ง พวกพี่ว๋ง หน่อย แหม่ม ต้น โป้ง ตั้งวงจั่วไพ่ ป๊อก 8 ป๊อก 9 กันใหญ่ ส่วนตุ๊กติ๊ก กับน้องหนุ่ย คอยเป็นเด็กเสริฟ (มีบางคนบอกว่าอยากเมา จัดให้) ส่วน อจ.นุช ขอไปอาบน้ำก่อน (กลัวน้ำจะหนาว หรือว่าอ้วกติดเสิ้อ 555) หลังอาบเสร็จ ก็เรียกเพื่อน ๆ ไปอาบ แต่ทุกคนก็บอกว่า ไม่กลัวเพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น อาบเมื่อไหร่ก็ได้ หุ หุ หุ ........ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา อากาศเย็น ขึ้น เรื่อย ๆ พอ 18.00 น. ก็สามารถเปิดไฟฟ้าได้ น้องหนุ่ยเลยขอไปอาบน้ำก่อน และแล้ว... ไฟในห้องน้ำเปิดไม่ติด ฮ้อนเลยไปดู ตอนแรกนึกว่าฟิวส์ขาด จึงถอดไปเปลียนที่ระเบียงบ้านผู้ชาย และลองเปิด เอ้า ....ทำไมติดหละ แปลว่าหลอดไม่ขาดนิ ....เลยไปใส่ใหม่ ปรากฏว่าสายไฟไม่แน่น ต้องขยับอยู่หลายที จึงจะติด เฮ้.... เรากับหนุ่ยดีใจกันใหญ่ และหนุ่ยก็ลองเปิดเครื่องทำน้ำอุ่น ทำไมมันไม่ติด จึงเรียกฮ้อนไปดูอีก กดเท่าไหร่ก็ไม่ติด ทำอย่างไร ไฟก็ไม่เข้า และแล้ว.....ไอ้สาด.... เจ้าหน้าที่ตัดสายไฟ ไม่ให้ใช้ สงสัยคงเคยเกิดอันตรายมั๊ง ซวยหละทีนี้ เสือกชะล่าใจนึกว่าน้ำอุ่นจะใช้ได้ และแล้วพวกเราก็อาบน้ำ สุดยอด เย็นมั๊ก ๆ ถ้าเป็นหน้าหนาวจะขนาดไหนเนี่ย




หลังจากอาบน้ำเสร็จ รอเวลา 1 ทุ่ม ก็ไปรับอาหารที่สั่งทำไว้ และนำกลับมาเทกินกันที่หน้าบ้านผู้ชาย มื้อนี้ อร่อยดี กินไปหนาวไป สนุกไปอีกแบบ พอกินข้าวเสร็จ พวกขาไพ่ก็เล่นไพ่กันต่อ ส่วนเรากับหนุ่ย ,โป้งและฮ้อน ตั้งวงกินเหล้าที่ระเบียงด้านนอก กินไปดูดาวไป สวยมั๊ก ๆ ดาวเต็มท้องฟ้าช่างโรแมนติคจริง ๆ พอ 2 ทุ่มครึ่งไฟกระพริบ ๆ ๆ เหมือนจะเตือนว่าจะดับ และแล้ว ไฟก็ดับลง (ร้านค้าโกหกเราบอกว่าปิด 4 ทุ่ม) พวกเราจึงใช้เทียนที่ซิ้อมาจุดต่อ ส่วนพวกวงไพ่เอากับมันสิ ไฟดับมันก็จุดเทียนเล่นกันอีก เล่นได้สักพักวงแตกค่ะ เสียงโวยวายมาจากในห้อง และก็เลิกเล่นกัน ก็เจ้าได้คนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ เสียรอบวง รู้ปละเสียเพราะไอ้ตุ๊กติ๊กมันเข้าไปสวดมนต์ จึงทำให้วงไพ่กระเจิง กันเป็นแถบ ๆ พวกขาไพ่จึงออกมาร่วมวงกินเหล้ากันที่ระเบียง ท่ามกลางแสงเทียน หนาว เป็นระลอก ๆ ทุกครั้งที่ลมพัด กินไป กินมา ดันมีคนถามว่า ในโปรแกรม เขียนทำไมว่าให้นำพระมาด้วย เราจึงบอกความจริงออกไป ว่าบ้าน 2 หลังนี้มีประวัติ ถ้าตกดึกมีคนมาเรียกอย่าขานรับ หุ หุ ให้เงียบไว้ จึงทำให้หลายคนกลัวไปตาม ๆ กัน รวมทั้งเราด้วย

เกือบ ๆ ห้าทุ่ม หรือมากกว่านั้น ก็หยุดกิน เนื่องจากเหล้าหมด เราก็บอกหนุ่ยว่าถ้าเราปวดฉี่ เราจะเรียกนะ ส่วน อจ.นุช ตอนแรกเธอจองที่นอนหน้าประตู เพราะเธอกินเหล้าแล้วต้องเข้าห้องน้ำบ่อย แต่พอเราเรื่อง ผ.. เธอจะขอย้ายที่นอน แต่เมินเสียเถอะ ใครจะยอม 5555

ระหว่างที่นอน ไอ้ห่าเอ๋ย นอนไม่หลับ นอนฟังเสียงลมพัดตลอดเวลา และเหมือนมีอะไรวิ่งตลอด และแล้วก็มีเสียงดังขึ้น มาจากทางด้านขวาของเรา ตุ๊กติ๊กเห็นว่าเราไม่หลับจึงถามเสียงใครวะ เราบอกว่า ไอ้หนุ่ย มันชอบนอนกรน แต่ไอ้หนุ่ย เสือกตอบกลับมาว่า เหี้ยกูยังไม่หลับเลย และแล้วต้นเสียงก็คือ เจ้าแหม่มนั่นเอง ระหว่างที่เราคุยกันอยู่นั้น คนที่นอนหน้าประตูก็ตะโกนมาว่า "ยังไม่หลับกันใช่ไหม ถ้าไม่หลับไปเป็นเพื่อนหนูเข้าห้องน้ำหน่อย" .......... เงียบค่ะ เรา 3 คนเงียบหุบปากสนิท เราสะกิดให้หนุ่ยไปเป็นเพื่อน หนุ่ยบอกว่า "เฮ้ยมันเร็วไป เพิ่งนอนตะกี้เนี่ยปวดแล้วหรือ" กระซิบเบา ๆ หนุ่ยไม่ไป เราจึงกระซิบให้ตุ๊กติ๊กไป ตุ๊กติ๊กบอก " ไอ้ขี้หมา ฉันนอนคนสุดท้ายเลย ทำไมไม่เรียกคนใกล้ ๆ วะ" และแล้วพวกเราก็เงียบอีก อจ.นุช จึงโมโหมั๊ง " ไม่ไปกันใช่ใหมหนูไปคนเดียวก็ได้" 555 แล้วคืนนั้น ก็ผ่านไป นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ สงสัยเป็นเพราะกินโค้กมากไปกระมั๊ง เพราะโค้กกับเป็ปซี่ จะมีกาเฟอีนผสมด้วย ฮ้า ๆๆ เป็นวิชาการก็ได้นะเรา


เสียงคอนเสริต์จากป้าเบิร์ด ดังมาจากมือถือนังหน่อย ทำให้ทุกคนต้องลุกจากที่นอน ล้างหน้า, ล้างตา (ไม่อาบน้ำหรอก เพราะว่าบ่าย ๆ วันนี้เราจะไปอาบน้ำตกกัน ) และเราก็ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหน้าระเบียงบ้าน ช่างเป็นภาพที่สุดบรรยาย จริง ๆ ถ่ายรูปกับพระอาทิตย์กันยกใหญ่ ก่อนที่จะอพยพ ย้ายพลพรรค ไปถ่ายรูปที่เนินกุดดอยกัน คนไม่มี เนื่องจากนักท่องเที่ยวเค้ามาถ่ายกันไปหมดแล้ว 555 เหลือแต่พวกเรา ก็ดี ไม่มีใครมารบกวน



บนบ้านทาร์ซาน 1 บ้าง (ทาร์ซาน 1 เป็นบ้านตัวอย่าง ไม่ให้พัก แต่ขึ้นไปชมได้)




กลับจากถ่ายรูป ก็ต้มมาม่า + กาแฟ อาหารยอดฮิต ติดตัวไปด้วยทุกทริป ไม่มีไม่ได้ เพราะประหยัด และก็ได้บรรยากาศด้วยแฮะ กินเสร็จ เจ้าเริ่มลงอีกแล้ว วันนี้เราได้มา 60 บาท โชคดี จริง ๆ เพราะตั้งแต่เล่นไพ่มาไม่เคยได้กับเค้าเลย

สาย ๆ เก็บข้าว เก็บของ กระโดดให้ชุ่มปอด หน้าบ้านทาร์ซาน 2 ก่อนจะออกจาก อช.ทองผาภูมิ เพราะจะไปอาบน้ำพุร้อนกัน















มองทำไมว๊ะ.....

เรานำจาน ชาม ที่เช่าร้านสวัสดิการไปคืน ยังไม่ลืมที่จะถามหาเจ้าแจ๋วแหว๋ว แต่แล้วก็พลาดอีก เมื่อเช้าเจ้าแจ๋วแหว๋วมา แต่ตอนนี้ บินไปแล้ว ว้า....เสียดายจัง สงสัยต้องมาแก้ตัวแล้วมั๊ง


ก่อนออกจาก อช.เพื่อแลกบัตร มีนักท่องเที่ยว ตี๋ ๆ น่ารักเชียว ขอติดรถไปลงในเมืองด้วย (ทองผาภูมิ) เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องผ่านอยู่แล้ว เราจึงให้นั่งติดรถ (กระบะหลัง) ระหว่างทางที่ขับ พวกเรา บอกให้ไอ้ฮ้อนขับเบา ๆ อย่าเหวียงแรงเดี๋ยวน้องเค้าจะแย่ รถคันหลังของเจ้าต้น นินทากันยกใหญ่ แม่ง พอมีผู้ชายนั่งไปด้วย ไอ้ฉิบหายขับซะนุ่มเชียว ทีตอนผู้หญิงนั่ง แม่งขับยังกะจะบิน 5555 แต่พอรถขับไป เรื่อย ๆ เราก็คิดว่า ทำไมเค้าไม่เคาะให้รถจอด ทั้งที่เลยทองผาภูมิมานานแล้ว พอใกล้จะถึง ไทรโยคใหญ่ เสียงเคาะดังมา เราจึงจอดให้ลง ปรากฏว่า เลยแล้วหละ เค้าก็ไม่รู้เส้นทาง เราก็ไม่รู้ แต่เค้าก็ขอบคุณแล้วก็คงโบกรถต่อไปอีก บ๊าย บาย นะจ๊ะ พ่อหนุ่มน้อย

ถึงน้ำพุร้อนหินดาด เกือบเที่ยง หิวกันมาก จึงเข้าไปทานข้าวเหนี่ยว ส้มตำ น้ำตกกัน เอาแรง ก่อนไปอาบน้ำแร่ จ่ายค่าเข้าคนละ 10 บาท น้ำพุร้อนมี 3 บ่อ (บ่อพระสงฆ์ ,บ่อเด็ก ๆ ตื้น ซึ่งน้ำไม่ค่อยร้อน , และบ่อน้ำร้อน) นักท่องเที่ยวเยอะมาก โดยเฉพาะพวกฝรั่ง นุ่งบิกินี่ ตัวแดง ๆ อาบกันเยอะแยะเชียว แต่ละคนอย่าให้เซส ต้องไปดูเอง พวกเราไม่พูดพร่ำ ทำเพลง ถอดรองเท้า เอาเท้าจุ่มทันที อู๊ย.....ร้อนจัง โดยไม่อ่านกฏระเบียบเลย เค้าต้องแช่น้ำเย็นก่อน ค่อยแช่น้ำร้อน แฮะ ๆๆๆ ผิดสูตรไปนิด แต่ก็ให้อภัยกันนะ พวกผู้หญิงไม่มีใครลงอาบ ได้แต่แช่เพียงแค่เท้า สบายดีจัง เราอยากอาบนะจะได้หายปวดเมื่อย แต่ไม่มีพวก จึงเก็บเอาไว้ก่อน คราวหน้าไม่พลาดแน่ ส่วนเจ้าโป้ง จอมเมื่อย ถอดเสื้อลงอาบคนเดียว อิจฉามันหวะ....อยากเกิดเป็นผู้ชายจัง จะทำอะไรก็ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนผู้หญิงเล้ย... พวกเรา แช่น้ำร้อน และสลับน้ำเย็น ครบ 3 ครั้ง แล้วจึงออกจากน้ำพุ ตอนแรกจะไปน้ำตกอีกที่ใกล้ ๆ แต่เปลี่ยนใจกลับบ้านดีกว่าเพราะกลัวจะมืด











ขากลับก็แวะร้านวิมล เพื่อซื้อของฝาก และตรงบ้านแพ้ว เจอตำรวจเรียกตรวจ ซะละเอียดเชียว สงสัยจะเห็นได้หนุ่ย กับไอ้โป้ง ใส่เสื้อเหลือง (วันนี้พันธมิตรจะนัดรวมตัวกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะยึดสนามบิน) ตำรวจค้นรถ เจอมีดดาบสนิมเขรอะ ๆ ของไอ้ฮ้อน ดีนะที่ไม่โดน ส่วนเราก็เปิดช่องใส่ของ ส่องไฟเข้าดู และก็ปล่อยไป และพวกเราก็มารวมพลกันที่ปั๊มน้ำมันหน้าบ้านตุ๊กติ๊ก เติมน้ำมันเต็มถัง และเคลียค่าใช้จ่ายทั้งหมด 7,848 บาท (โค้ก,มาม่า,กาแฟที่เดอะมอลล์ 238.- ส้ม,แอ็ปเปิ้ล 100.- ขนม,กาแฟ,ที่ปั๊มน้ำมัน 244.-
น้ำมันรถฮ้อน 450.- น้ำมันรถหน่อย 416.- ก๋วยเตี๋ยว,ข้าว ที่ไทรโยกน้อย 300.- ค่าเช้า อช. 10 คน @ 20 เป็น 200.- ค่าบ้านพัก 2 หลัง 2,200.- ค่าข้าวกลางวันที่ร้านค้าสวัสดิการ 500.- เบียร์,โซดา 240.- น้ำแข็ง 60.- อาหารค่ำสั่งจากร้านค้าสวัสดิการ 610.- ค่าอาบน้ำพุร้อน 10 คน @ 10 เป็น 100.- ข้าวเหนียว,ส้มตำ 810.-
น้ำมันรถฮ้อน 740.- น้ำมันรถหน่อย 640.- (น้ำมันรถราคาลิตรละ 22.64 บาท )รวม 7,848 เก็บได้ 16000 บาท เหลือ 8,152 บาท คืนคนละ 1,000 บาท (เท่ากับงานนี้ ออกคนละ พัน ถูกแสนถูก จริงปละ) ส่วนเศษ อีก 152 บาท เราจะเก็บไว้ซื้อแผ่น ซีดี ไว้ไรท์รูปทั้งหมดให้เพื่อน ๆ และแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน โดยสวัสดิภาพ .......ไว้เจอกันใหม่ ทริปเที่ยวน่าน.....บ๊ายบาย