วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ไหว้พระ 9 วัดรอบเกาะเกร็ด พ่วงแจกหนังสือสวดมนต์

ครอบครัวของเราและเพื่อน ๆ ได้ร่วมกันพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจก เป็นธรรมทาน รวมกันได้ 7 ร้อยกว่าเล่ม และแยกย้ายกันไปแจกจ่ายกันแล้ว เหลืออยู่ที่บ้านเรา 200 กว่าเล่ม จึงคิดว่าต้องไปหาวัดแจกแล้วหละ ก็ในเมื่อเค้าแจกกันจะหมดแล้วนิ เราก็เข้าเวปประจำของเรา คือเทคกิ้งไทย มีคนเค้า post ล่องเรือไหว้พระ 9 วัด ที่เกาะเกร็ด (ฟรี) ..... โดนเลย ได้โอกาสไปแจกหนังสือ และเดินเที่ยวเกาะเกร็ดด้วย และที่สำคัญฟรีเนี่ยของชอบ จึงตกลงชวนหนุ่ยป๊อดไปที่นี่กัน.....เย้...ได้แจกหนังสือสวดมนต์แล้ว

ก่อนวันไป 2 วัน หนุ่ยป๊อด mail มาเล่าเรื่องความฝันของเจ้าโป้ง ให้ฟังโป้งฝันว่า เรานัดกันตอน 7 โมง แต่โป้งมาไม่ทัน จึงนั่งรถตามไปที่หลัง พอไปถึงวัด เจอรถฮ้อนถูกชนท้ายยับ (เวร... ฝันตอนไหนไม่ฝัน ดันมาฝันก่อนวันจะไป) งานเข้าหละทีนี้ เครียดไปพักหนึ่ง แล้วก็ถามว่าโป้งมันคิดถึงวันไปวัดมากไป หรือเปล่า และมาผสมผสาน กับที่ไอ้ฮ้อนเพิ่งจะโดนชนท้ายมาไม่นาน หนุ่ยก็ถามว่าเอายังงัย ...เราก็บอกว่าไม่มีอะไรมั๊งไม่อยากเลื่อนอีก เพราะเลื่อนมาแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และเราก็เข้า google พิมพ์คำทำนายฝันดู โอ้ววว แม่เจ้า เป็นฝันดีนะ ฝันเห็นว่ารถยนต์ถูกชนท้ายพัง ท่านว่าจะมีชื่อเสียงเกียรติยศแผ่ไปทั่วไกล ตัวเลขนำโชค ได้แก่ 20 , 813 , 400 , 539 , 44 สีนำโชค ได้แก่ สีเทา ...และอีกคำทำนาย แปลว่าจะพบคู่ถูกใจ เลยบอกหนุ่ยป๊อด สงสัยโป้งจะไปเจอเนื้อคู่ที่ถูกใจ แล้วหละ สงสัยหนุ่ยจะไม่ช่ายคู่ที่ถูกใจ นังหนุ่ยป๊อดตอบกลับมาว่า แต่รถที่ถูกชนนะ เป็นรถฮ้อนนะ แป๊ววว.....งานเข้าแล้วกู 555

7 โมงเช้า ไปรอหนุ่ยที่ปั๊ม ปตท. (ฮ้อนทำงานครึ่งคืน เลิกตี 2 ลืมบอกไปว่าตอนนี้ฮ้อนเปลี่ยนชื่อเป็น Batman แล้วนะ เพราะมันทำงานตอนกลางคืน นอนตอนกลางวัน ...โครตเซ็งเลย จะไปเที่ยวแต่ละที ลำบากยากเย็น เลิกพูดดีกว่า เดี๋ยวเครียด) นังหนุ่ยมาช้าไป 10 นาที และออกเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดใหญ่สว่างอารมณ์ รถไม่ติดเลยขับไปแป๊ปเดียว ถึงวัดใหญ่ฯ แล้ว วัดใหญ่สมชื่อจริง ๆ คนมาทำบุญกันเยอะ (วันนี้เป็นวันพระ 27 กันยายน 2552) มาถึงก็ลงทะเบียนก่อนเลย และเริ่มนับวัดที่ 1 คือวัดใหญ่สว่างอารมณ์ เข้าไปไหว้พระ และถวายหนังสือสวดมนต์ ต่อจากนั้น ก็เดินเล่น รอบ ๆ วัด หนุ่ยป๊อดซื้อทับทิม ไปฝากคุณแม่ 2 ลูก และพวกเราก็ซื้อขนมปังเลี้ยงปลากันหน้าวัด ส่วน Batman น่ารักมากกก.... แอบกินไส้กรอกคนเดียว ผัวรัก... ไม่รู้ว่ากูหลับหู หลับตาเลือกแม่งมาได้ยังงัยเนี่ย











เวลาเหลืออีก เราจึงสั่งข้าวต้มมากินรองท้องกัน ชามละ 20 บาท รสชาติก็พอกินได้ (ตอนแรกหนุ่ยบอกชามละ 10 บาทด้วยซ้ำ แบบว่าเงินมันใหญ่นะ) และเราได้สั่งน้ำโอเลี้ยงมากิน พอกินเสร็จเดินไปจ่ายตังค์ เราตั้งใจจะทิ้งน้ำโอเลี้ยงไว้ที่โต๊ะ (เพราะว่ามันอร่อยจัด) พอเดินออกมา อีหนุ่ยส่งน้ำให้เรา ดันบอกว่าเราลืมไว้ที่โต๊ะ..... ไอ้สาดด กรูกะว่าจะทิ้งเลยแบบทำเนียนนะ แหม...หวังดีจริง จริ๊ง .......








ใกล้ 9 โมงเท่าไหร่ นักท่องเที่ยวยิ่งเยอะง่ะ มากันเป็นคันรถทัวร์ หลายร้อยคนแล้ว พวกเราเดินไปตรงเจ้าหน้าที่ ที่เฝ้าประตูท่าเทียบเรือ และถามว่า พอ 9 โมง เจ้าหน้าที่จะเรียกชื่อลงเรือใช่ไหม (เพราะว่าลงชื่อแล้ว) เจ้าหน้าที่บอกว่าเปล่า ลงก่อนไปก่อน เราก็บอกว่า งั้น 9 โมงปุ๊ป ก็กรู แย่งกันลงเลยใช่ม๊ะ (เตรียมตัวจะกรู แล้วเนี่ย) เจ้าหน้าที่ตกใจ รีบโบกมือ เลย ไม่ใช่ ๆ เราให้เข้าแถว และเรือสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ตามที่ความสามารถของเรือนะ และเรือมีเยอะมาก ไม่ต้องกลัวหรอก เรือมากกว่าคนแล้วกัน แหม ก็เราเห็นเรือจอดแค่ 2 ลำเองนี่หน่า ที่ไหนได้มีอีกเยอะ



พอ 9 โมง รีบเลยรีบเข้าแถวก่อนเลย และเราก็ได้ไปเป็นลำแรก แต่ที่นั่งเหลือแค่ข้างหน้า เพียง 2 ที่ (มันลึก คนไม่เดินเข้าไป) เรากับหนุ่ยเลยรีบเดินไปนั่ง ส่วนเจ้าโป้ง ก้บ Batman ไม่มีที่นั่งเลยนั่งแถวหน้า (ตรงลำโพงมั๊ง หันหน้าเข้าหาคน แบบย้อนศรนะ ตาต่อตาประสานกับนักท่องเที่ยว สงสัยงานนี้ทั้ง 2 คน จะเจอเนื้อคู่ที่ถูกใจซะแล้ว 555)





เรือท่องเที่ยวทุกลำจะมีมัคคุเทศน์น้อย เป็นเด็กนักเรียน แถวนั้นแหละ คอยให้ความรู้ และเป็นไกด์บอกถึงประวัติ วัดต่าง ๆ ที่จะไป และสถานที่น่าสนใจที่เรือแล่นผ่าน น่ารักดี แบบว่าของฟรี อะไร ๆ ก็ดีไปหมด ถึงแล้ว วัดที่ 2 วัดเสาธงทอง ไหว้พระเสร็จ ก็ถวายหนังสือสวดมนต์กับพระสงฆ์ เรียบร้อย ก็ออกมาจากวัด ซื้อล็อตเตอร์รี่ คนละคู่ แปลกจัง ถามเลขอะไร มีหมดเลยง่ะ เลขอะไรไม่บอก เดี๋ยวเลขเคลื่อน .....และเราก็ได้พบเจอกับต้นไม้ ไม่แน่ใจว่าเป็นต้นตะเคียน หรือต้นยาง หนุ่ยไม่รั้งรอ (เหมือนจะรู้พกแป้งกระป๋องมาด้วย) ขูด ๆๆๆๆ ช่วยกันใหญ่ ได้เลขอะไรแล้วบอกด้วยนะ 555







ออกจากวัดเสาธงทอง ก็เดินตามทางไป เรื่อย ๆ สวยดีง่ะ มีร้านค้าขายของ น่ารัก กระจุ๊ก กระจิ๊ก ทั้งสองข้างทาง เต็มไปหมด เสียดายไม่ได้นำกล้องตัวใหญ่ไปด้วยเพราะกลัวฝนตก และต้องแบกของเยอะแยะ กลัวไม่สะดวกแต่ถ่ายออกมาแล้ว เหมือนกันแหละ ทุเรศเหมือนกัน เพราะว่ายังไม่ได้ไปเรียนถ่ายรูปเลย ฮิๆๆๆ

ทุก ๆ คนที่มาเกาะเกร็ด ต้องนี่เลยทอดมันหน่อกะลา และดอกไม้ชุปแป้งทอด มีขายหลายร้านมาก ๆ.... จัดไปอย่างให้เสีย กระทงละ 20 บาท ล้นกระทงเลย รสชาติต้องลงมาชิมดูเอง บอกหมดก็ไม่หนุกหนานดิ๊















ต่อด้วยขนมถ้วย 1 ถาด 20 บาท มี 8 ถ้วย ไปกัน 4 คน แบ่งกันพอดีเป๊ะ ดูว่าน่ากินแค่ ไหน ไม่ถึงนาที ก็เป็นแบบนี้แล้ว 555






ผ่านร้านขายเสื้อ โดน .....โดนไปคนละตัว กับนังหนุ่ย ตัวละ 120 บาท ซื้อ 2 ตัว ลดให้เหลือ 110 บาท ทริปหน้าจะใส่และนำมาลงให้ดูนะ ติดไว้ก่อน อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน ใบ้นิดหนึ่งว่า 1 ใน 2 ตัว แขวนอยู่ในรูปด้วยแหละ (ลองทายเล่น ๆ ดูก็ได้)






ร้านค้าระหว่างทาง สวย ๆ ทั้งนั้น อยากให้มาเดินกันจริง ๆ ไม่ค่อยร้อนหรอก เพราะมีหลังคาระหว่างทางเดิน













สบายมาก ๆ สำหรับคนที่กลัวแดด












ระหว่างทางเดินเพลิน ๆ มาเรื่อย ๆ จนมาถึงร้านขายน้ำยาสกรีน แวะดูและแล้วซื้อกลับมา 1 ขวด (ไว้สกรีนเสื้อรูปไปเที่ยวของพวกเรา) ลุงเจ้าของร้านใจดี สาธิตวิธีทำให้ดู และแถมภาพให้ 2 รูป ส่วนพวกเราได้คืบจะเอาศอก ขอพู่กันลุงมาอีก 1 ด้าม เรียกว่างานนี้ลูกอีกช่างขอจริง ๆ

วัดที่ 3 วัดไผ่ล้อม เข้าไปไหว้พระ และถวายหนังสือกับพระ เรียบร้อย ก็เดินทางไปวัดต่อไป แต่ระหว่างทางมีร้านมากมาย เกินคำบรรยาย ขนมน่ากิน ๆ ทั้งนั้น






ผ่านร้านอาหารเยอะแยะ แต่ไม่ได้แวะทาน และผ่านร้านขายปลา เห็นปลาทับทิมน่ากินมาก ๆ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ตัวละ 80 บาท ไม่แพงเลยตัวใหญ่มาก จะซื้อทานแล้วแต่ร้านค้าอยู่ฝั่งขวามือไม่ได้ติดแม่น้ำ ก็เราอยากนั่งร้านที่ติดแม่น้ำหนิ จะได้เสพความสุข ให้เต็มที่ ทั้งอาหารและบรรยากาศ 555 เลยเดินผ่านไป



ใครเมื่อย.... ใครเหนื่อย... ไม่อยากเดิน .... จะถอยรถไปขับเล่นซักคันสองคันก็ได้นะ


เราซื้อกระถางจากร้านนี้ เอาไว้ปลูกต้นพูด่าง ราคาไม่แพงเลย 3 กระถาง 50 บาทเท่านั้นเอง
ระหว่างทางเดินเริ่มหิวนิด ๆ ก็คิดกันว่า ทำไมไม่หาอะไรกิน เลยมองหาร้านไปเรื่อย ๆ มาเจอกับร้านนี้พอดี เอาก็เอาว๊ะ ลองดูแล้วกัน ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่า
เข้าไปก็หามุมนั่งแบบโต๊ะญี่ปุ่น ริม ๆ แม่น้ำ บรรยากาศสุดยอด น่านอนเป็นที่สุด


เราสั่งขนมจีนน้ำเงี้ยว ส้มตำปู ของโป้งกระเพราหมูกรอบราดข้าว ของหนุ่ยป๊อด คะน้าหมูกรอบราดข้าว และพวกเราก็ลงมติกันให้ไอ้ฮ้อนเดินกลับไปซื้อปลาทับทิม เอาตัวเมื่อกี้นี้เลยนะ มานั่งกินที่นี่ ส่วนฮ้อนสั่งข้าวอะไรจำไม่ได้ ไม่ได้ยิน (เจ๋งป๊ะ จำของคนอื่นได้หมด ยกเว้นผัวตัวเอง 555) รสชาติอาหารของแต่ละคน สุด ๆ ไปเลย ไม่ค่อยจะอาหยอยเท่าไหร่ ดีนะที่มีปลามาช่วย ไม่งั้น เซ็งเป็ดเลย 555

วัดที่ 4 วัดปรมัยยิกาวาส (หรือวัดเจดีย์เอียง) วัดนี้สวยดี ในโบสถ์ก็งดงาม แถมถ้าใครมาที่เกาะเกร็ดจะต้องเห็น เจดีย์เอียง ถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดไปแล้ว ไม่ได้ถ่ายรูปถือว่าไม่ได้มาแน่นอน ระหว่างทางที่จะเดินไปลงเรือที่ท่าน้ำ มีอยู่ร้านหนึ่งแปะป้ายไว้ที่หน้าร้าน ห้ามถ่ายรูป ไม่ชอบเลย หลาย ๆ ร้านที่ผ่านมาไม่เห็นเขียนเลย ทำไมเหรอ ถ่ายแล้วสีมันจะจึดเหรอ บ้าจริง ๆ โง่หรือเปล่า การถ่ายรูป ถือเป็นการโฆษณาฟรี ๆ ที่ไม่ต้องเสียเงินนะ สรุปว่าร้านนั้นขายอะไรก็ไม่รู้ เลยไม่ได้มอง เห็นป้ายแล้วก็ไม่คิดจะเดินเข้าไป และให้ฟรียังไม่อยากได้เลย














เรามาต่อคิวตรงศาลาท่าเรือ พอเรือมาลำแรก ไม่ได้ไปน้ำหนักเต็ม เราก็นั่งรอรอบต่อไป .... แต่รอนานเหมือนกัน แต่จะโทษใครไม่ได้หรอกต้องโทษตัวเอง เพราะมัวแต่หลงระเริง เพลิดเพลิน จนนักท่องเที่ยว สะสมมาก ๆ ขึ้นจึงต้องทำใจ รอ รอ รออออ.....

พอเรือมาก็ต่อคิวเพื่อจะลงเรือ เรากับหนุ่ยป๊อดยังคุยกันเลย ถ้าพอถึงคิวเรา แล้วตัดระหว่างเรา 4 คนจะทำอย่างไร แหม.....พูดไม่ทันขาดคำ โป้งกับหนุ่ยได้ไป แต่เจ้าหน้าที่สั่งเบรคตรงเรากับฮ้อนพอดีเลย......แม่นชิปเป้ง.... โป้งเดินลงไปแล้ว พวกเราจึงตะโกนเรียกโป้งกลับขึ้นมาต่อ และกะว่าจะให้คนข้างหลังไปแทน แต่ยังงัยไม่รู้ เจ้าหน้าที่ข้างล่างนับใหม่ตะโกนขึ้นมาว่ายังไปได้อีก 5 คน เย้.....พวกเราเลยได้ไปพร้อมกันเฮ้อ...โชคดีสุด ๆ ไม่งั้นต้องรออีกนานแน่ ๆ


วัดที่ 5 วัดฉิมพลีสุทธาวาส มัคคุเทศน์น้อย เล่าประวัติวัดนี้ว่า ได้ขุดเจอต้นตะเคียนและนำขึ้นมาไว้ที่วัด ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ (ให้หวยแม่นซะด้วย) หลังจากไหว้พระและถวายหนังสือแล้ว ก็ไม่พลาด ขูด ขูด ขูด แล้วก็ขูด ......


ไม่เห็นเลขอะไร จึงซื้อไอติมกินกันคนละแท่งดีฝ่า 555


วัดที่ 6 วัดกลางเกร็ด วัดนี้ในโบสถ์จะมีพระนอนองค์ใหญ่มาก สวยดี หลังจากไหว้พระเสร็จ ก็ถวายหนังสือ และออกมาทำบุญไถ่ชีวิตโค-กะบือ (สะกดถูกมั๊ยเนี่ย) ด้วยแหละ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา (ลืม)


วัดที่ 7 วัดเชิงเลน วัดนี้เข้าไป งง งง พระยังไม่ให้ซื้อดอกไม้-ธูปเทียน แต่ให้เข้าไปที่โบสถ์ก่อน พอเราเข้าไป ก็ถึงบางอ้อ... อุ๊ยถึงเกาะเกร็ดสิ 555 ในโบสถ์จะมีพระเทศน์ เร็วมาก เชิญชวนให้ทำบุญซื้อที่ดินถวายวัด และจะมีกระดาษ(โฉนด) ให้เขียนชื่อ กันทุกคน ตารางวาละ 1 บาท ขั้นต่ำ 20 บาท แต่ถ้า 100 บาท จะแถมพระ 1 องค์ พวกเราก็เลยทำบุญซื้อที่ คนละ 20 บาท (ได้มาคนละ 20 ตรว. นำมาต่อรวมกันได้ 80 ตรว. พอแล้วหละ สำหรับ 4 คน สาธุ.....) แล้วพวกเราก็ถวายหนังสือกับพระเลย พระท่านโฆษณาและจะแจกให้ (ตอนหลังเราไปขอแลกแบงค์ย่อยกับพระท่าน เห็นพระนำหนังสือของพวกเรา แนบกับโฉนดเรียกว่ามี 100 เล่มก็ไม่พอว่างั้นเถอะ )

หลังจากไหว้พระเสร็จก็จะนั่งเรือไปวัดต่อไป วัดนี้เจ๋งนะ .....ต้องมีบัตรคิวถึงจะขึ้นเรือได้ ทั้ง 9 วัด มีวัดนี้วัดเดียวที่มีบัตรคิว ดีนะ ...ใครมาก่อนได้ไปก่อน พระท่านบอกว่านับจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ทัน จึงออกบัตรคิวซะเลย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเกิน ดีง่ะ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปอีกแล้ว)


วัดที่ 8 วัดท่าอิฐ ก่อนที่เรือจะเทียบท่า เรากับหนุ่ย มองเห็นก๋วยเตี๋ยวเรือจอดอยู่ จึงบอกว่าน่ากินเน้อ....เดี๋ยวเรากินก๋วยเตี๋ยวเรือกัน พอดีมีป้า ข้าง ๆ ได้ยินจึงบอกว่า เดี๋ยววัดที่ 9 ก็มี มีตลาดน้ำให้เที่ยวด้วย ไปกินวัดสุดท้ายก็ได้ พวกเราก็บอกว่าไม่เป็นไร ลองกินมันทั้ง 2 วัดเลย 555 แบบว่าตะกละนะ เอิ้ก ๆๆ ตอนเดินผ่านเรือก๋วยเตี๋ยว มองกันใหญ่ กรู จะกินมึง ....กรู จะกินมึง
วัดที่ 6-8 ดีจังมีแจกน้ำดื่มด้วย เราไหว้พระ และถวายหนังสือกับพระ พอพระได้รับ ก็ประกาศออกไมค์ฯ ทันที่ ว่าอานิสงฆ์ของการแจกหนังสือเป็นอย่างไร และมีคาถาชินบัญชร ฯลฯ และเรียกให้คนมารับ ตอนแรกไม่มีใครเดินไปรับแจก แต่พอมีผู้ชายคนหนึ่งเดินไป ทีนี้กรูกันเข้าไปเลย พระจึงมองมาทางพวกเรา และพูดออกไมค์ว่า โยม....ในกระเป๋ายังมีติดกระเป๋าอีกหรือเปล่า ขายดีมาก ๆ มีเท่าไหร่เอามาได้อีกนะ.... Happy สุด ๆ เห็นผลทันตาเลย


หลังจากทำบุญเสร็จ ก็แน่หละ มาตามสัญญา สั่งก๋วยเตี๋ยวมาคนละชาม ชามละ 20 บาท แถมลุงเจ้าของร้าน ไม่ค่อยจะชอบกล้องเลย พอเห็นเราถ่ายรูป รีบถามเลย ว่าหล่อยัง ๆ 555


วัดที่ 9 วัดแสงสิริธรรม วัดสุดท้ายแล้วนะ วัดนี้เจ้าหน้าที่เล่าว่าที่วัดจะมีหลวงพ่อดำ ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ มาก ๆ เนื่องจากพระได้ถูกขโมยไปตั้ง 3 ครั้ง แต่ก็ได้คืนมาทุกครั้ง เช่นขโมยเข้ามาจะขโมยพระ.. แต่นอนหลับให้ถูกจับได้ซะงั้น ส่วนอีก 2 ครั้ง ยังไม่ได้ฟัง เนื่องจากถึงวัดเสียก่อน ที่องค์หลวงพ่อที่วัดจะปิดป้ายว่าห้ามปิดทองที่หน้าพระ (หลวงพ่อดำ จะสังเกตุง่ายมาก ๆ กว่าองค์อื่น ๆ เนื่องจากร่างกายจะเป็นสีทอง แต่ที่หน้าจะผิวสีดำ)


หลังจากไหว้พระเสร็จ ก็ออกมาเดินซื้อของ เราได้ยาหม่องมา 1 ตลับ และถามป้าคนขายด้วยว่า ก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ตรงไหน (ตามที่ป้าคนนั้นบอกไว้) ป้าก็บอกว่าก๋วยเตี๋ยวเรือลุงอู๊ด นะสิ ออกโทรทัศน์มาหลายช่องแล้ว เค้าดังจะตาย หูผึ่งเลย รีบถามเลยว่าร้านอยู่ไหน และรีบเดินตามไปทันที ....


ร้านเดินไปตามทาง 70 เมตร ระหว่างทาง 2 ข้างทาง บ้านน่ารักดี น่าอยู่ ต้นซอยซ้ายมือมีร้านขนมถ้วยอยู่ร้านหนึ่ง น่ากินเหมือนกัน แต่เดินผ่านเนื่องจากเป้าหมายเราคือก๋วยเตี๋ยว


ถึงแล้ว ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อลุงอุ๊ด ร้านนี้ขายแต่เนื้อนะ ถ้าใครไม่กินเนื้อทางร้านจะให้ใส่กากหมูแทน แต่วันนี้กากหมูหมด น้องหนุ่ยเลยกินแห้วแทน (โอกาสหน้ามาใหม่นะ ถ้ากากหมูไม่หมดคงจะได้ลิ้มรสถึงความอาหย่อย) เรา 3 คนสั่งมาคนละชาม นั่งห้อยขากินกัน (ทราบตอนหลังว่า ร้านนี้ เรียกอีกชื่อว่าก๋วยเตี๋ยวเรือห้อยขา โง่..จริง ๆ ไม่รู้เรื่องก่อนไปเล้ย) ขณะที่นั่งกิน เราเห็นปลาตัวลาย ๆ มันจ้องมองมาที่เรา มีหลายตัว เราเรียกให้ทุกคนมอง ปลาอะไรว๊ะ... ไม่กลัวคน มองหน้ากรู อยู่ได้ ตอนแรกฮ้อนจะถามเจ้าของร้าน แต่โป้งชี้ให้ดูที่เสา เค้าแปะป้ายและมีรูปปลาชนิดนี้ให้ดู เรียกว่าปลาเสือ, ปลาเสือพ่นน้ำ ตัวโตเต็มที่สามารถพ่นน้ำได้สูงถึง 2 เมตรเชียวนะ
จริง ๆ แล้วนะ ปลาพวกนี้จะมาคอยอาหารจากลูกค้า มิน่าหละตอนเรานั่ง ทำไมมีน้ำอะไรกระเด็นโดนขาเรา อ๋อ....ปลามันพ่นน้ำขึ้นมาเนี่ยเอง นิสัยของปลาจะพ่นน้ำให้เหยื่อตกลงมา และกินเหยื่อ คราวหน้าไม่พลาดแน่ ๆ เออ..ลืมบอกไปว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อยดี (อร่อยกว่าคุณลุงชอบกล้องเสียอีก) ขณะกินก็คิดถึงเจ๊หมวยอยากให้มาแบบนี้บ้างจัง... แต่ทราบภายหลังว่าหมวย OK และจะมากับพวกเราด้วยตอนหน้าหนาวนะ เย้......



ออกจากร้านลุงอุ๊ด ก็แวะกินขนมถ้วย ร้านที่เดินผ่านมาอร่อยมาก ๆ เลย แถมพี่เจ้าของร้านใจดี พูดเก่ง นะ เลยสั่งมาอีกถาด (แหมไอ้ฮ้อนโวย บอกเราว่าส่วนของมันให้เรากินนะ) แต่พอถาดที่ 2 มาจริง ๆ แม่งไม่เห็นให้กรูกินเลย ...ไอ้ซับฝาย)


ออกจากวัดแสงสิริธรรม เรือนำเรามาส่งที่เดิมคือวัดใหญ่สว่างอารมณ์ เป็นอันเสร็จทริปล่องเรือไหว้พระ 9 วัด (ฟรี) อิ่มบุญ.....อิ่มกาย.....อิ่มใจ อีกไม่เกินสิ้นปีนี้ฉันจะกลับมาแก้ตัวใหม่แน่นอน

กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ บ๊าย บาย จุ๊บ ๆ ทริปหน้าเจอกัน .....

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เยือนสังขละ unseen สะพานมอญ ท่องเมืองบาดาล ชมพระอาทิตย์ตก

วันกรรมกร หรือเรียกให้ไพเราะว่าวันแรงงาน ปีนี้โค ตะ ระ โชคดีที่เราได้หยุดติดต่อกัน 3 วัน ส่วนเจ้าฮ้อนก็หยุดเหมือนกัน ดังนั้น กระสันอยากจะเที่ยวมานาน แล้ว หลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา ยังไม่ได้ ออกไปเที่ยว ออกไปช่วยชาติ เลย (เดี๋ยวพี่เบิร์ดเค้าจะว่าเอา) หยิบโปรแกรมอันเก่าออกมา คือสังขละบุรี ตั้งใจจะไปตั้งนานแล้ว อยากไปเดินสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซะหน่อย จึงชวนหนุ่ยป๊อด แต่หนุ่ยป๊อดต้องขอตัว เพราะว่าติดภาระกิจ อันสำคัญ จึงไปด้วยไม่ได้ งานนี้จึงไปกัน 2 คน เอาว๊ะ 2 คนก็สองคน สบายดี จึงเตรียมซื้อขาวของเรียบร้อย และเก็บข้อมูลจาก internet มาพอสมควร และได้โทรจองแพมิตรสัมพันธ์ เรียบร้อย ก่อนเดินทาง 3-4 วันมั๊ง เล่น net กับติ๊กเข็ด จึงทราบว่า ติ๊กเข็ดก็เปลี่ยนมาหยุด 3 วันเท่ากัน จึงถามว่าไปไหน ติ๊กเข็ดบอกว่าจะไปไหว้พระกับพี่เตี้ย เราก็บอกว่าเราไปสะพานมอญ จะไปเซอร์เวย์ ทางมาให้ ถ้าดีเดี๋ยวจะพาไป และได้ทราบอีกวันว่าติ๊กเข็ดไม่ได้ไปไหว้พระแล้ว เนื่องจากพี่เตี้ยไปไม่ได้ (ไม่รู้ใครตาย) เราจึงลองชวนไปเที่ยวสะพานมอญกันไหม ติ๊กเข็ดจึงลองชวนฮานอย แต่ฮานอยบอกว่าหยุดไม่ได้ งานเยอะ เราจึงให้ชวนพี่ไพ่ผ่อง แต่พี่ผ่องหยุด แค่วันเดียว แต่ถามว่าไปไหน (ติ๊กบอกเหมือนอยากจะไป แถมจะมาคุยรายละเอียดที่บ้านตอนกลางคืนอีก) พออีกวันติ๊กก็บอกว่าไปไม่ได้ จะไปทำบุญที่วัดอัมพวันมั๊ง ไปกันเถอะ 2 คน แต่ถ้าจะให้ช่วยหารค่าใช้จ่ายก็จะไปกับเรา แต่เราก็บอกว่าไม่เป็นไรค่าใช้จ่ายไม่น่าจะเกินสูงหรอกเราออกคนเดียวได้ แต่ถ้าแกไปก็คนละ 1 พันบาทไม่เกินนี้ (แต่ก็แย๊บ ๆ มันไปอีก ว่าไปนี่ก็ได้ทำบุญเหมือนกันเพราะก็ไปวัดแถมได้ทำบุญใส่บาตรด้วย 555 ไม่คิดว่าจะได้ผล) ตอนสาย ๆ ติ๊กเข็ด โทรมาบอกว่าไปด้วย เราจึงรีบโทรไปจองแพที่พักอีก 1 ห้อง และแล้วก็สำเร็จ มีคนไปช่วยหารค่าใช้จ่ายจนได้ 555 เหมือนนักมวยแหละที่ค่อย ๆ แย๊บ ให้คู่ต่อสู้มันน่วม เดี๋ยวมันก็น็อคเองแหละ เขียนมาซะยืดยาว ก็หวังว่าคนบางคนจะเข้าใจนะ ติ๊กเข็ดไม่ได้โกหก แต่ฮานอยไม่ได้ถามเองว่าไปกับใคร

วันที่ 1 พค 52 ตื่นแต่ตี 5 อาบน้ำแต่งตัว ไปรับติ๊กเข็ดที่หน้าบ้าน แต่สงสัยจะตื่นเต้น ไปก่อนเวลา นัดกัน 7 โมงเช้า แต่ไปถึง 6.30 น. โทรเรียกติ๊กเข็ดลงมา มันบ่นฉิบหาย งานเข้า ๆ กำลังจะสวดมนต์เลย ทำไมมาก่อนเวลา เราก็ไม่สนใจ ก็คนนอนไม่หลับนี่หว่า และก็ขับรถ ไปรับพี่ไพ่ผ่องคนนี้ก็แต่งตัวเร็ว นะเสร็จเรียบร้อยแล้ว (ถ้าเป็นหนุ่ยป๊อด นัด 7 โมง 6.30 น. มันคงกำลังอาบน้ำ หรือหวี่ผมอยู่เลย 555)

และแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางกัน ขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครคุย ยกเว้นติ๊กเข็ด เชื่อป๊ะ คุยตั้งแต่ 6.30 น. จนถึงกาญจนบุรี มันยังไม่หยุดเล๊ย (สงสัยจะเก็บกด ทำงานที่ไม่ต้องสงบเสงี่ยมไว้ก่อน ลายยังไม่ออก 555)

ประมาณเที่ยงหรือบ่ายนิด ๆ แวะกินก๋วยเตี๋ยวกันคนละชาม (120 บาท) ก่อนแวะเที่ยวด่านเจดีย์สามองค์ พอไปถึง สุดยอด.....แอนด์.... สุดอึ้ง ต้องไปค่ะท่านผู้อ่านท่านต้องไป



และเดินซื้อของได้สร้อยคอที่ทำจากเชือก เราซื้อ 3 เส้น 80 บาท ติ๊กเข็ดซิ้อ 1 เส้น 20 บาท รวมเป็น 100 คุยไปคุยมา เลยลืมของแถมเลย ให้ตายเถอะ สงสัยจะถูกพม่าหรอก ฝากไว้ก่อนคราวหน้าจะไปเอาคืน


วันที่ไป ด่านไม่เปิด แย่จัง ก็มันจะเปิดได้อย่างไร ในเมื่อมันปิดมาตั้ง 2 ปีแล้ว แม่งนิสัยไม่ดี ให้คนของมันมาขายของที่ประเทศไทย แต่ไม่ให้คนไทยเข้าไปประเทศมัน โห...โครตยุติธรรมเลย


ออกจากด่านเจดีย์สามองค์ก็ถึงแพที่พัก หาได้ไม่ยาก เพราะคุยกับเจ้าของว่าอยู่เยื้อง ๆ กับสะพานมอญ และก็มาถึงจนได้ เนี่ยและที่ ที่เราตามหาอยากมามาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร (เคยเล่น net ลองตรวจดูว่าชาติที่แล้วคุณเกิดเป็นอะไร เชื่อป๊ะ ชาติที่แล้ว เราเกิดเป็นสาวมอญ อาชีพแม่ค้า ก่อนมาที่บ้านยังแซวเลย ว่ามาแล้วกลัวจะไม่กลับ เพราะว่าไปเจอลูกเจอผัวที่ประเทศมอญ 5555)

แพของเราเป็นแพจัมโบ้ มีห้องพัก 4 ห้อง ห้องละ 350 บาท เรานอนห้องติดกันคือห้อง 1+2 พอไปถึงบ่าย ๆ ร้อนมาก ๆ เนื่องจากหลังคาแพเป็นสังกะสี สู้แพอีก 2 หลังติดกันไม่ได้ ไม่ค่อยร้อน แต่ค่าพัก 1000 บาท มีเครื่องประกอบอาหารให้ครบ เหมาะสำหรับมากันเป็นกลุ่ม แต่มีห้องนอนแค่ห้องเดียว อากาศร้อนอบอ้าว เหมือนฝนจะตก ลมแรงมาก เราขึ้นไปเอากล้องที่ลานจอดรถ เห็นมะม่วงแก้วตกลงมาหลายลูก ลุงเจ้าของที่เป็นคนเฝ้ารถยื่นมะม่วงให้เราเราจึงเอามา 1 ลูก เห็นติ๊กเข็ดบ่นว่าอยากกินของเปรี้ยว พอติ๊กเข็ดได้มะม่วง เหมือนได้แก้ว หามีดปอกใหญ่ แต่เราไม่ได้เอามา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะว่ามันใช้ปากกัดกินอย่างอร่อยไปแล้ว (สงสัยคุณแม่จะได้หลาน) ส่วนเราก็ถ่ายรูปวิวสะพานมอญไปเรื่อย ๆ ส่วนสมาชิกอีก 3 คน ก็สำรวจห้องพักกัน....ดูเอาเถอะ ร้อนแบบนี้มันยังทำกันได้




ตามโปรแกรมพอเย็น ๆ ต้องนั่งเรือไปชมวัดจมน้ำ หรือเมืองบาดาล กัน แต่พอเราถามเจ้าของแพ น้องบอกว่าฝนจะตก ไปดูไม่สวยไม่เห็นอะไร หรอก ไปพรุ่งนี้เถอะพี่สวยเหมือนกัน วันนี้ไปไม่ทันแล้ว (แต่ก็รู้ทีหลังว่าเรือที่จะพาไป ไม่มีแล้วเพราะว่าลากแพออกไปจึงไม่มี เรือที่จะพาเราไป) เราจึงทานข้าวเย็นแทนดีกว่า ลืมบอกไปว่าที่แพมิตรสัมพันธ์ ขึ้นขื่อเรื่องอาหาร เพราะเราได้หนังสือ 102 ที่เที่ยว จาก SCB ที่เราส่งเรื่องท่องเที่ยวไปลง ในหนังสือยังลงไว้เลยว่าถ้ามาที่นี่ต้องลอง ต้มย้ำปลากลด และเราก็ไม่พลาด แถมสั่งเพิ่มอีก คือปลาสร้อยทอดกรอบ(2 จาน) ยำผักกูด ผัดฉ่าลูกชิ้นปลากราย อาหารเค้าอร่อยจริง ๆ เหมาะสำหรับคนหวานอยู่แล้ว ไม่ต้องน้ำตาลอย่างพวกเรา โห้ว...ไอ้ฮ้อน อุ๊ยลืมไป ผัวเรา เจ้าฮ้อนกับติ๊กเข็ด ชอบมาก ซดกันซี๊ดซ๊าด ส่วนพี่ไพ่ผ่องไม่รู้ชอบเปล่า...แต่ก็ดีนะ เป็นคนธรรมมะ ธรรมโม ไม่ใช่เจ้าของร้านวีดีโอ (มากเรื่อง) ส่วนเราก็กินได้ ขออย่างเดียวกับข้าวอย่าหวานเป็นใช้ได้

หลังอาหารเย็นเวลาเหลือ ไปเดินเล่นสะพานมอญกัน เรากลัวฝนตกจึงนำกล้องตัวเล็กไป แต่พอถ่ายได้ไม่กี่ภาพ พระเจ้า....เวรกรรมมีจริง ด่าฮานอยไว้มาก เป็นเองซะงั้น ดันเอา mem ของแถมใส่มา ส่วน mem 256 ที่หนุ่ยกับโป้งซื้อให้ถอดไว้ที่บ้าน เฮ้อ... จึงเก็บไว้แค่ความทรงจำก่อน พรุ่งนี้ เจอกันแน่ ไม่พลาด




กลับจากเดินสะพานมอญ ติ๊กเข็ดยังอยากมะม่วงไม่เข็ด ช่วยกันเก็บมาได้ อีก 4 ลูกมั๊ง และนำไปให้แม่ครัวยำมะม่วง รสชาติดี มีแต่ถั่ว อย่างอื่นไม่มี แต่ก็กินได้ กินมะม่วงเสร็จ รีบอาบน้ำกัน ก่อนที่อีก 2 ห้องข้างๆ จะกลับมาแย่งห้องน้ำ (ฉลาดจริง ๆ พวกเรา) พอตกดึกก็เข้านอน เรานอนไม่หลับตื่นทั้งคืนเลย ไฟแยงตา และเจ้าฮ้อนก็เดินดัง เข้าห้องน้ำตลอด ตั้งนาฬิกา ได้ตีห้า จะตื่นมาอาบน้ำ จะได้ใส่บาตรพระกัน แต่....เวรกรรมน้ำไม่ไหล รอจนเกือบหกโมง ก็ยังไม่ไหล ส่วนเราฝันหวยด้วยแหละฝันว่าซื้อล็อตตารี่เลข 27 และบังเอิญมองไปที่บนหัวนอน ขนลุกเลย เห็นจิ้งจก 2 ตัว ทำหางงอ ๆ ขด ๆ แปลก ๆ อ๊ะ สงสัยเพิ่งจะแต่งงานกันเสร็จ ทำให้เราคิดไปเอง เออเองว่าต้องมีโชค หวยออก 27 หรือ 72 แน่ ๆ




เราออกมาดูวิวมองไปที่สะพานมอญ สวยดี หมอกเต็มไปหมด และตาก็เหลือบไปเห็น พระเดินบิณฑบาตร ติ๊กเข็ดก็เห็นเหมือนกัน แย่แล้ว...... รีบนำชุดทำบุญ ที่ซื้อมาจากเซเว่น รีบวิ่งไปใส่บาตรกันใหญ่ พวกเราให้เจ้าฮ้อนวิ่งไปดักพระให้รอเราก่อน เหนื่อยมาก ๆ.... วิว ก็สวย...... รีบก็รีบ อยากถ่ายรูปก็อยากถ่าย พอเดินไปใกล้ ๆ เอ้าไม่ใช่พระนี่ เป็นคนใส่เสื้อสีส้ม 3 คน โถ่เว้ย นึกว่าพระ จึงถามแม่ค้าแถวนั้น บอกว่าพระจะมาบิณฑบาตร 6.15 น. แต่บินบนฝั่งโน้นนะ ......วิ่งดิ๊ ก็นี่มันก็ 6.10 น. แล้ว จะทันพระมั๊ยเนี่ย ระยะทางของสะพานไม้ แค่ 850 เมตร เอง 555













และแล้วเราก็มาตรงถนนที่จะไปตลาดมี ร้านค้านำอาหารออกมาตั้งโต๊ะให้ใส่บาตร 2 เจ้า เราเลือกร้านที่ ราคา 100 บาท แต่ใส่บาตรพระได้ 13 รูป ดีใจจังได้มาใส่บาตรแล้ว เวลาใส่ องค์แรก ให้ใส่น้ำ ธูป เทียน และตักข้าว ก่อน องค์ต่อ ๆ ก็ใส่ได้ ไม่บังคับ หยิบอะไรได้ก็ใส่เลย ใส่เสร็จ ทางร้านมีน้ำให้กรวดด้วย ดีจัง ได้เที่ยว ได้ทำบุญ... ชาวมอญน่ารักมาก ออกมาใส่บาตรกันเยอะเลย แต่เค้าใส่ข้าวเปล่ากัน ก่อน ส่วนกับข้าวจะนำไปถวายตามไปที่หลัง แปลกจัง ใครไม่เคยมา ต้องมาพิสูจน์ ลืมไป ก่อนพระจะมาพวกชาวบ้านจะนั่งรอกันที่พื้นถนนเลยนะ สุดยอด บ้านเมืองเค้าทำได้ ลองเป็นบ้านเราสิ รถเหยียบตายไปโรงพยาบาลก่อนใส่บาตรอีก 555

















อิ่มบุญ แต่ยังไม่อิ่มท้อง เดินผ่านบ้านไปเรื่อย ๆ หน้าบ้านแต่ละหลังจะปลูกดอกไม้ทุกบ้าน เช่น มะลิ และอีกหลาย ๆ พันธ์ บ้านเค้าสะอาดดี น่าอยู่นะ เดินเรื่อย ๆ ประมาณ กิโล หรือกว่า ๆ ก็ถึงตลาดมอญ ว่ากันว่าถ้ามาที่นี่แล้วไม่ได้กินขนมจีนหยวกกล้วย แสดงว่ามาไม่ถึง เราก็จัดไปอย่าให้เสีย เป็นขนมจีนน้ำยาหยวก กินแกล้มกับฝักเขียวทอด (ดูรายการเจอร์นี่ไทยแลนด์ ของเรย์กิน..เลยกินตาม) รสชาติก็ใช้ได้ แต่ต้องปรุงนะ ใส่น้ำส้มมะขาม และพริก ถั่วฝักยาว แกล้มกับฝักทอด กับน้ำจิ้ม ก็พอกินได้ เราว่าก็ดีนะ ไว้จะมากินอีกถ้ามีโอกาสได้มา (เรากินได้ไม่เยอะ เพราะไม่เคยกินมื้อเช้า กินแต่กาแฟ) ส่วนติ๊กเข็ด ไม่ค่อยค่อยมัก มักแต่ต้มยำปลากลด ที่แพมากกว่า เรียกเก็บเงิน ว๊าว 26 บาทขนมจีน จานละ 5 บาท ฝัก ชิ้นละ 2 บาท 3 ชิ้น ราคาแบบนี้ ที่กรุงเทพฯ ไม่มีแน่นอน ต้องลอง





และก็ซื้อขนมมาอีกหลายอย่าง หน้าตาแปลก ๆ รสชาติ ไม่ค่อยคุ้นชิน แต่ราคานี่สิ แสนจะถูก ชิ้นละ 1 บาท 2 ชิ้น 5 ส่วนโรตีโอ่งก็ชิ้นละ 10 บาท ได้ขนมเยอะแยะ หมดไปแค่ 26 บาทเอง เดินกลับที่พักเรื่อย ๆ ติ๊กไม่อิ่มจึงแวะกินก๋วยเตี๋ยวต่อ ส่วนเราก็กินกาแฟร้อน (ไม่ค่อยอร่อย จะบอกว่าชงเองอร่อยกว่าอย่างงั้น) เจ้าฮ้อนก็กินอะไรโอวัลตินเย็น ส่วนพี่ไพ่ผ่องนั่งชิมขนมที่ซื้อมา ชิมตั้งนาน ไม่หมดซะที ขนมที่เหลือเลยให้เด็กมัคคุเทศน้อยแถวสะพานไม้ไปกิน แล้วพวกเราก็ปีนขี้นสะพานมอญกับที่พัก(ลืมอีกแล้ว ที่ต้องปีนขึ้นสะพานเนื่องจากกำลังซ่อมสะพาน ครั้งที่ 5 แล้วกระมัง เหลืออีกนิดเดียวจะซ่อมเสร็จแล้ว ดีค่ะ อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่เพื่อลูกเพื่อหลานจะได้มาเที่ยวชมกันในภายภาคหน้า)

เดินกลับถึงที่แพ เอาอีกแล้ว ไอ้ติ๊กเอาอีก ให้ลุงเก็บมะม่วงอีกแล้วค่ะท่าน คราวนี้ เก็บและปอกใส่ถุงเก็บไว้กินอีก งานนี้มันขอมะม่วงลุง เป็นโลได้แล้งมั๊ง

พอ 8.30 น.ก็นั่งเรือไปชมวัดจมน้ำ เป็นวัดของหลวงพ่ออุตตมะเก่า ที่หลังจากสร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้วัดจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านจึงไปสร้างวัดใหม่บนฝั่งที่ ที่น้ำไม่ท่วม ..... ใน 1 ปี จะมี ประมาณ เดือนมีนาคม - เมษายน น้ำจะลดลงต่ำสุด สามารถลงไปเดินที่วัดได้ แต่ถ้ามาช่วงหน้าน้ำ วัดจะจมอยู่ใต้น้ำ เหลือไว้แค่ หอระฆังเท่านั้นที่ไม่ท่วม สวยดี..... เราถ่ายรูปมาหลายภาพ วัดจมน้ำ ถือเป็น หนึ่งใน unseen ด้วยนะ ถ่ายรูปจนหนำใจก็กลับเนื่องจากกลัวจะสาย แล้วแดดจะร้อน ไป-กลับ ใช้เวลา ประมาณ 45 นาที ค่าเช่าเรือ 300 บาท กลับมาเก็บข้าวเก็บของ เช็คบิล หมดไป 1,525 บาท




ออกจากแพก็ไปเที่ยวเจดีย์พุทธคยา หาซื้อล็อตตารี่ ไม่มีง่ะ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ดูดอกไม้ที่ชาวบ้านปลูกไว้หน้าบ้าน เค้าปลูกเพื่อร้อยและนำมาถวายพระอย่างนี้นี่เอง





แล้วก็มาต่อที่วัดหลวงพ่ออุตตมะใหม่ หรือวัดวังวิเวการาม ได้สร้อยประคำมาคนละเส้น โชคดีแน่ ๆ แต่ยังหาล็อตตารี่ไม่ได้เลย จึงโทรไปแทงกับหนุ่ยป๊อด เราแทง 52, 25, 30,03(ฝันหลายวันแล้วว่าข้างบนออก 52 ข้างล่างออก 30 แม่นฉิบเป๋งเลยรู้งี้ขายบ้านขายรถซื้อก็ดีแหละ) 27,72 ตัวละ 50 ส่วนติ๊กเข็ดแทงตามเรา แค่ 27,72 และ 104 (ใส่บาตรกับพระ 10 รูป กับเณร 4 รูป คิดได้งัยเนี่ย )







ออกจากวัดก็ขับกลับมาพักที่ป้อมปี่ ที่ อช.เขาแหลม ที่ป้อมปี่ถือว่าเป็นสถานที่ที่ ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในภาคตะวันตกเชียวนะ จ่ายค่าธรรมเนียม คนละ 50 บาท ค่ารถอีก 30 บาท รวม 230 บาท จุดกางเต้นท์ที่แรก รถสามารถจอดได้ แต่วิวไม่สวย และไกลห้องน้ำ เราจึงไปกางที่จุดที่สอง แต่รถเข้าไม่ได้ ต้องใส่รถเข็น เข็นสัมภาระไปเอง





เลือกที่กางได้ตามสบาย เนื่องจากมาถึงตอนเที่ยง ๆ จัดแจงวางข้าวของจองไว้ แต่ยังไม่กาง เพราะแดดออก จึงเดินไปทานอาหารที่ร้านค้าสวัสดิการ และดู ทีวีไปด้วย และก็สั่งข้าวกล่องไว้เลยสำหรับมื้อเย็น ตอน 4 โมงครึ่งค่อยมารับ และก็กลับที่พักไปกางเต้นท์กันใหม่ ฝนทำท่าเหมือนจะตก เรารีบกางกันใหญ่ กางเสร็จเราเดินสำรวจบ้านพัก เข้าไปถ่ายรูป ก็แหมใน internet มันไม่สวย แต่ของจริงน่าพักนะจึงเก็บภาพไว้ให้หนุ่ยป๊อดดูเผื่อว่าจะมาโอกาศหน้า พอ 3 โมงกว่า ฟังหวยว่าออกอะไร ปรากฏว่าหวยออก 52 ข้างบน 11 ข้างล่าง เราถูก 50 บาท โชคดีจริง งานนี้เที่ยวฟรีอีกแว๊ว.....




กลับมาที่เต้นท์ฝนตก เราคลุมผ้าใบเอาไว้ไม่เปียก พวกเราก็เลยนอนฆ่าเวลากันซะ สักพักฝนก็หยุด เราก็ไปอาบน้ำกัน โห....ห้องน้ำสุดยอด OPEN จริง ๆ เหมือนที่ภูสอยดาว แต่น่ากลัวกว่า (กลัวคนแอบมองแล้วจะเสียอารมย์) ดี...ได้บรรยากาศไปอีกแบบ อาบไปก็คิดไป จะมีคนเห็นไหมหนอ (แต่ตอนหลังให้ติ๊กเข็ดไปลองยืนทั้ง 4 ห้องปรากฏว่ามองไม่เห็น แต่มันหรอกตาก็สบายใจได้




อาบน้ำเสร็จก็กลับมานั่งคุย กัน และรอพระอาทิตย์ตก สวยดี เห็นพระอาทิตย์ตกภูเขาหลายครั้ง ครั้งนี้ ตกที่น้ำสวยดี เก็บภาพมาหลายรูปเหมือนกัน




ตอนเช้าตื่นนอนล้างหน้า แปรงฟัน ต้มมาม่า โอวัลติน,กาแฟ กิน (ขาดไม่ได้ไปด้วยทุกทริป) ตอนเช้าอากาศดีมาก ๆ เห็นหมอกที่ภูเขาไกล ๆ สวยดี หลังจากอาหารเช้าก็เก็บสัมภาระเรียบร้อย เข็นข้าวของไปที่ลานจอดรถ ช่วยกันเก็บมะม่วงป่า ที่ตกที่พื้นเยอะมาก ๆ รสชาดจัดจ้านดี เก็บมาได้เยอะพอควรและอำลาป้อมปี่
พวกเราไม่อาบน้ำหรอกเพราะว่าเราจะไปอาบน้ำพุร้อนหินดาดกัน ครั้งที่แล้วที่ไป ทองผาภูมิ ได้แต่แช่ขา ไม่ได้อาบ ครั้งนี้ เอาให้ได้ต้องแช่ให้ได้ ไปถึง ก็รู้กฏแล้วว่าต้องแช่น้ำเย็นก่อน แล้วก็ลงแช่น้ำร้อน ตอนแช่น้ำเย็น ก็เย็นจริง ๆ พอจะมาแช่น้ำร้อนครั้งแรก มันร้อนมาก ๆ พวกเรายังไม่กล้าลงทั้งตัว เราเห็นคนแก่คนหนึ่งยื่นมือมาหาเรา เราก็นึกว่าเค้าจะให้เราดึงมือขึ้นมา แต่เราเข้าใจผิดถนัด คนแก่คนนั้น ฉุดเราเราไปในน้ำร้อน อู๊ย....ร้อนจริง ๆ ลงแรก ๆ ร้อนมั๊กมาก แต่พอสลับไป น้ำเย็น น้ำร้อนก็ดีขึ้น พอครบ 3 รอบเราก็ขึ้น เพราะว่าหน้ามึด แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมากินส้มตำ ไก่ย่าง แถวน้ำพุร้อน พอกินเสร็จก็กลับ ตอนนั่งในรถ พี่ไพ่ผ่อง เล่าว่าเมื่อกี้ได้ยินคนแก่พูดกันว่า นาตาลี นาโบวา มา เรากับติ๊กเข็ดหูผึ่ง บอกให้ฮ้อนจอดรถ รีบเอาหางตั๋ว วิ่งไปดูนาตาลี มองหาตั้งนาน ไหนว๊ะ นาตาลี สงสังคนแก่เห็นใครก็บอกว่านาตาลีหมดเลยมั๊ง ....งานนี้ถูกคนแก่หรอกอีกแล้วง่ะ



ขากลับแวะซื้อของฝากร้านแรก ซื้อเมล่อน แม่ค้าเฉีอนให้กิน อู๊ยอร่อยกันใหญ่ ลงมาซื้อกันใหญ่ ทั้งเมล่อน ทั้งสละ

ร้านสองแวะอีก ซื้อผักหวานป่า และมะม่วง (เป็นอะไรไม่รู้ชิมอะไรก็อร่อยเลยซื้อใหญ่เลย กลับถึงบ้าน ไอ้ฉิบหาย มะม่วงแม่งเน่าหมด ไม่ได้แด๊กเลย)

ร้านสามแวะร้านวิมลซื้อมะม่วงดอง วุ้นมะพร้าว และของฝากอีก ซื้อเหมือนกันหมด (ไม่ค่อยบ้าซื้อเลยเห็นที่ไว้เยอะเท่าไหร่ ก็ขนกันซื้อเท่านั้น แถมชิมอะไรก็อร่อยอีกแล้วง่ะ)

ร้านที่สี่ร้านสุดท้ายแล้วนะ จะไม่มีที่วางขาแล้ว ส่วนข้างหลังดีนะที่มาสองคน ถ้ามาสามคน จะไปนั่งตรงไหน ร้านสี่ร้านโรงงานวุ้นเส้นท่าเรือ ก็ซื้อวุ้นเส้น คนละ โล และซื้อซาหริ่ม และของฝากอีก

ถึงมหาชัยเติมน้ำมัน ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 4,722 บาท เราเก็บแค่คนละ 1000 ที่เหลือเราออกเองเนื่องจากถูกหวยนะ ก็คนมันโชคดี อะไรก็หยุดไม่อยู่ 555

ส่งติ๊กที่บ้าน และพี่ไพ่ผ่อง กลับบ้าน โดยสวัสดิภาพ ถึงบ้านจัดของนำไปให้บ้านแม่ และกลับมาซักผ้า.... พักผ่อน พรุ่งนี้ไปทำงานต่อ ..... ฉันจะไปเยือนเธออีกนะ สังขละบุรี บ๊าย บาย........


** ค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันรถขาไป 420.- ก๋วยเตี๋ยว 120.- ขนมจีนหยวก 26.- ขนม 26.- กาแฟ+โอวัลติน+ก๋วยเตี๋ยว 55.- ส้ม 35.- ทำบุญซ่อมสะพาน 40.- ของใส่บาตร 400.- ค่าแพ+อาหาร+นั่งเรือ 1525.- ดอกไม้ที่เจดีย์ 20.- ดอกไม้ที่วัดวังวิเวการาม 40.- ค่าเข้าอช.เขาแหลม 230.- อาหารเที่ยง+เย็นที่ป้อมปี่ 435.- ค่าเข้าน้ำพุร้อน 40.- ส้มตำ+ไก่ย่าง 430.- ค่าน้ำมันรถขากลับ 880.- รวม 4722 บาท ระยะทางทั้งสิ้น 777 กม. น้ำมันราคาลิตรละ 22.79 บาท (13.63 กม/ลิตร)